ชาวนาเฒ่าเผาตอซังข้าว เป็นลมล้ม ไฟคลอกดับคาคันนา

เฒ่าชาวนาที่บึงกาฬ ออกไปเผาหญ้าแห้งตอซังข้าวในนา รอฝนมาจะได้หว่านไถตามฤดูกาล แต่หายไปนานไม่ยอมกลับบ้านกินข้าว เมียกับญาติไปพบนอนตายขวางคันนา ถูกไฟไหม้ลามมาคลอกร่าง คาดเป็นลมล้มไปก่อนแล้ว…

วันที่ 5 เม.ย. ร.ต.ท.วิศณุ จันทะคัด ร้อยเวร สภ.โซ่พิสัย อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ ได้รับแจ้งเหตุมีคนถูกไฟคลอกเสียชีวิตอยู่ในทุ่งนาบ้านโซ่ หมู่ 1 ต.โซ่ อ.โซ่พิสัย จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้วรุดไปตรวจที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.กำพล ทันตสุวรรณ ผกก.แพทย์เวร รพ.โซ่พิสัย และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างจุดโซ่พิสัย

พบศพนายผาย ประยูรคำ อายุ 68 ปีชาวบ้านโซ่ สภาพนอนขวางอยู่บนคันนาที่มีหญ้าแห้งหลงเหลือจากการถูกไฟไหม้บางส่วน ผู้ตายสวมกางเกงขายาว เสื้อแขนยาวสวมหมวก มีบาดแผลถูกไฟไหม้ตามลำตัวหลายแห่ง คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 6 ชั่วโมง

สอบสวนนางกวย ตรีรัตน์ อายุ 64 ปี ภรรยาผู้ตายทราบว่า ช่วงเย็นวานนี้ สามีบอกว่าจะออกไปเผาหญ้าแห้งและตอซังข้าวในทุ่งนา เพื่อเตรียมทำนาในฤดูกาลที่จะมาถึง แต่จนค่ำมืดก็ยังไม่เห็นกลับเข้าบ้านมากินข้าว จึงพร้อมกับญาติๆ ออกตามหา และไปพบว่า สามีเสียชีวิตแล้ว

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ขณะที่จุดไฟเผาหญ้าผู้ตายอาจสำลักควันไฟจนล้มลงหมดสติหรืออาจเสียชีวิตคาคันนาไปแล้ว ระหว่างนั้นไฟลุกลามตามกอหญ้าแห้งมาไหม้ตามลำตัวซ้ำอีก หลังส่งชันสูตรตามขั้นตอน จึงมอบศพให้ญาติไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

‘หนุ่มปากน้ำโพ’ปรี่ชกอริกลางสนง.เทศบาล ถูกแทงสวนเจ็บสาหัส

เครดิตภาพจาก:สภ.เมืองนครสวรรค์

หนุ่มใหญ่ชาวปากน้ำโพ วัย 53 ปี ปรี่เข้าไปหาเรื่องชกต่อยคู่อริกลางสำนักงานเทศบาลนครนครสวรรค์ ก่อนใช้เข็มขัดหมายทำร้าย แต่ถูกคู่กรณีคว้ามีดพก แทงสวนกกหูบาดเจ็บ เลือดโชก ก่อนหลบหนี…

เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. วันที่ 5 เม.ย.59 ร.ต.อ.เอกสิทธิ์ พุกสอน รองสาวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองนครสวรรค์ ได้รับแจ้งเหตุทะเลาะวิวาทใช้อาวุธมีดแทง มีคนได้รับบาดเจ็บ ที่ฝ่ายทะเบียนราษฎร ชั้น 1 อาคารสำนักงานเทศบาลนครนครสวรรค์ จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน

ที่เกิดเหตุ พบรอยเลือดกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ ต่อมาได้ไปดูกล้องวงจรปิดในสำนักงานเทศบาลพบว่า ชายวัยกลางคน 2 คน มีปัญหาทะเลาะวิวาทกัน ได้ใช้มีดแทงเข้าบริเวณแก้มซ้าย เลือดได้ไหลออกมาเป็นจำนวนมาก

ต่อมา นายจิตตเกษมณ์ นิโรจน์ธนรัฐ นายกเทศมนตรีนครนครสวรรค์ ได้ลงมาดูที่เกิดเหตุ และติดตามไปดูกล้องวงจรปิด เพื่อหาสาเหตุที่จริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ซึ่งจากภาพวงจรปิด พบว่า ชายเสื้อแดง ทราบชื่อนายนันธ์ บุญเรือง อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 152/14 ถ.สวรรค์วิถี ต.ปากน้ำโพ อ.เมืองนครสวรรค์ เมื่อพบคู่อริ คือชายเสื้อสีขาว ทราบชื่อนายศิริชัย มาลัยทอง ไม่ทราบอายุและที่อยู่ จึงได้เดินเข้าไปชกต่อย ซึ่งก็ใช้เวลาชกต่อยกันอยู่สักพัก นายนันธ์ได้ใช้เข็มขัดเป็นอาวุธในการต่อสู้ จากนั้นนายศิริชัยได้คว้าอาวุธมีดพก แทงเข้าไปข้างกกหูของนายนันธ์ จนได้รับบาดเจ็บ แล้วนายศิริชัยได้หลบหนีไป

เบื้องต้นผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลปากน้ำโพ 1 ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะติดตามตัวนายศิริชัย ผู้ก่อเหตุมาสอบสวนหาข้อเท็จจริง และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

ไอซ์เต็มท้อง ศพยัดกระเป๋า

มูลค่าร่วม10ล. คาดพันยานรก ช็อกตายมาทิ้ง

ตะลึงศพยัดกระเป๋าลอยน้ำในคลองโอ่งอ่างพบยาไอซ์บริสุทธิ์เต็มท้องและทวารหนัก 800 กรัม มี 88 ก้อน มูลค่าเกือบ 10 ล้านบาท ด้าน “ศานิตย์” เรียกประชุมชุดสืบสวนนครบาล พร้อมสืบสวน บก.น.1-9 มอบหมายแบ่งงานลงพื้นที่ ควานหาพยานหลักฐานนอกเหนือจากภาพกล้องวงจรปิด คาดเป็นแก๊งลักลอบขนยาเสพติด ช็อกตายเพื่อนนำมาทิ้ง ลักษณะอาจจะเป็น ชาวพม่า กะเหรี่ยง ชาวม้ง หรือโรฮีนจา

จากกรณีพบศพชายรูปร่างอ้วน หัวเถิก ผิวขาว คาดเป็นชาวเอเชียถูกฆ่ายัดกระเป๋าเดินทางสีดำขนาดใหญ่ ยี่ห้อโบเดียม (Bodium) ขนาดกว้าง 60 ซม. ยาว 90 ซม. ลึก 30 ซม. พร้อมพบบาดแผลกว่า 10 แห่งตามร่างกาย คนร้ายอำพรางทิ้งลงในคลองก่อนลอยไปติดแพกั้นกองขยะในคลองโอ่งอ่าง ท้องที่ สน.สำราญราษฎร์ ศพขึ้นอืดคาดตายมาแล้ว 3 วัน พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น.พร้อมชุดคล่ีคลายคดีรุดตรวจสอบที่เกิดเหตุเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา

คืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 4 เม.ย. ที่ สน.สำราญราษฎร์ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบช.น. พ.ต.อ.บรรลือศักดิ์ ขลิบเงิน รอง ผบก.น.6 พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผกก.3 บก.สส.บช.น. พ.ต.อ.ชุมพล ชาญชนะโยธิน ผกก.สน.สำราญราษฎร์ ผกก.สส.บก.น.1-9 และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.สำราญราษฎร์ เข้าประชุมเร่งรัดคดีฆ่าชาวเอเชียยัดกระเป๋าและเร่งรัดคดีค้างเก่าของทุกพื้นที่ในเขตนครบาล

พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าวว่า สั่งการให้ชุดทำงานลงพื้นที่สืบสวนเร่งรัดคดีเพื่อพิสูจน์หาอัตลักษณ์บุคคลของผู้เสียชีวิตและติดตามหาคนร้าย เบื้องต้นทราบว่าผู้เสียชีวิตเป็นชาวเอเชีย สูงประมาณ 155 ซม. สถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ แจ้งสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากของแข็งมีคม แผลที่ทำให้ถึงชีวิตคือบริเวณลำคอ ตั้งสมมติฐานจุดทิ้งศพไว้ประมาณ 3-4 จุด ในละแวกใกล้เคียงทั้งหมด ส่วนกรณีหวั่นคนร้ายเผ่นหนีไปไกล เพราะก่อเหตุหลายวันแล้วนั้น ขณะนี้ประสานไปทุกพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลแล้ว อยากให้สื่อมวลชนประชาสัมพันธ์กระจายข่าวสารไปยังประชาชนถึงลักษณะรูปพรรณของผู้เสียชีวิต เสื้อผ้าที่บรรจุอยู่ในกระเป๋าที่พบร่างของผู้เสียชีวิต หากรู้ตัวบุคคลที่เสียชีวิตก็สามารถโยงเรื่องราวประเด็นต่างๆนำไปสู่การจับกุมตัวคนร้ายได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าพบวัตถุบางอย่างในลำไส้ของผู้เสียชีวิต อยู่ระหว่างตรวจพิสูจน์ว่า เป็นสิ่งใดและเกี่ยวกับสาเหตุการตายหรือไม่

“จากการตรวจสอบบริเวณโดยรอบที่เกิดเหตุ พบว่ามีกล้องวงจรปิดอยู่ทั่วไป แต่เจ้าหน้าที่ต้องการความชัดเจนก่อนที่จะเปิดเผย สิ่งที่มุ่งเน้นคือพยานหลักฐานนอกเหนือจากภาพกล้องวงจรปิด เรียกเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน บก.น. 1-บก.น.9 และ บก.สส.บช.น. มาประชุมพร้อมมอบหมายงานไปหมดแล้ว ตั้งเวลาคลี่คลายคดีไว้ แต่ไม่ขอเปิดเผยว่ากำหนดไว้กี่วัน สืบสวนทุกตารางนิ้ว เช่น สะพานหัน มีชาวอินเดียอาศัยอยู่มาก สันนิษฐานกว้างๆ ทั้งเรื่องทะเลาะวิวาท เรื่องส่วนตัว เงินกู้ ยาเสพติด หรือสาเหตุอื่นๆ ก่อนเชื่อมโยงเพื่อหาตัวคนร้าย ส่วนถุงสีขาวที่พบบนตัวผู้ตายไม่ใช่น้ำยาดับกลิ่น แต่เป็นแป้งชนิดหนึ่ง ต้องรอผลพิสูจน์ต่อไป เบื้องต้นทราบเพียงไม่ใช่ของผิดกฎหมาย หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ประสานไปยังสถานทูตอินเดีย และสถานทูตต่างๆแล้ว เนื่องจากผู้ตายอาจไม่ใช่่ชาวอินเดีย อย่าเพิ่งด่วนสรุป ขอให้เข้าใจว่าเป็นชาวเอเชีย” พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าว

เบื้องต้นผลชันสูตรศพจากนิติเวช รพ.ตำรวจ พบว่าพบก้อนยาไอซ์บริสุทธิ์ ลักษณะห่อด้วยกระดาษสีน้ำตาล ก่อนพันทับด้วยสก๊อตเทปใสจนเป็นรูปวงรี คล้ายไข่ไก่ กว้าง 1 ซม. ยาว 1 ซม. จำนวน 55 ก้อน มี 1 ก้อนได้แตกจากห่อ ยังพบก้อนยาไอซ์ บริสุทธิ์ก้อนใหญ่กว่าที่พบในท้องศพ มีขนาดเท่าถ่านไฟฉายก้อนใหญ่ จำนวน 3 ก้อน อยู่ในช่องรูทวารหนักผู้ตาย รวมทั้งหมด 58 ก้อน น้ำหนักรวม 800 กรัม มูลค่าประมาณเกือบ 10 ล้านบาท แพทย์นิติเวช รพ.ตำรวจ เจาะเลือดศพไปตรวจสอบว่ามีปริมาณยาเสพติดในกระแสเลือดมากน้อยแค่ไหน ทำให้ทราบว่าก้อนยาไอซ์ในท้องแตกก่อนเสียชีวิตหรือแตกหลังเสียชีวิต รอผล 1 สัปดาห์ นอกจากนี้ผู้ตายจากการตรวจสอบ มีลักษณะอาจจะเป็นชาวพม่า กะเหรี่ยง ชาวม้ง หรือโรฮีนจา ส่วนผงแป้งที่พบในศพกำลังรอผลตรวจจากตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานว่าเป็นผงแป้งทำโรตีหรือยาไอซ์

ที่มา>>>Thairath

รบ. ยอมรับร่าง รธน.เด่นปราบโกง แนะ ฟังข้อมูลรอบด้านก่อนลงประชามติ

โฆษกรัฐบาล เผย ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงยอมรับได้ แม้ไม่ตรงใจบางประเด็น ขอบคุณ กรธ.ทำงานอย่างหนัก แนะฟังข้อมูลรอบด้าน ไม่หลงติดกับดักข้อมูลลวง ชี้ แสดงความเห็น ข้อเสนอเพิ่มเติมในวันลงประชามติได้

เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 59 พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยถึงประเด็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่า ในส่วนของรัฐบาล และ คสช. คงกล่าวได้ว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีและยอมรับได้ โดยเฉพาะในมาตราที่เกี่ยวกับการป้องกันการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งในส่วนของนักการเมืองและข้าราชการ รวมทั้งมีกลไกป้องกันการใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ รวมทั้ง เพิ่มบทลงโทษในกรณีทุจริตไว้หนักที่สุดเท่าที่เคยมีรัฐธรรมนูญมา กฎเกณฑ์การห้ามผู้ที่เคยต้องโทษ หรือมีคดีความเข้าสู่การเลือกตั้งอีก เป็นการกำจัดคนโกงไม่ให้กลับเข้ามาสู่เส้นทางแห่งอำนาจได้อีก และยังเป็นรัฐธรรมนูญที่ส่งเสริมสิทธิ หน้าที่ และสนับสนุนการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศอย่างชัดเจนและเท่าเทียม

“แม้จะเป็นร่างที่ยอมรับได้ แต่ก็ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาเช่นกันว่า มีบางส่วนบางประเด็นในร่างรัฐธรรมนูญที่อาจจะยังไม่ตรงกับใจของรัฐบาล และ คสช. ที่ไม่ต้องการเปิดโอกาสให้เกิดความขัดแย้ง ความแตกแยกขึ้นในสังคมอีกในอนาคต อย่างไรก็ตาม รัฐบาล และ คสช. ให้เกียรติและเคารพในความเป็นผู้รู้ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญทุกท่าน และขอบคุณที่ทุกๆ ท่าน โดยเฉพาะ ท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ที่กรุณาทำงานอย่างหนักมาตลอดหลายเดือน เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่ยุคใหม่แห่งการปฏิรูปประเทศ และอยากเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ได้รับฟังเนื้อหาสาระในร่างรัฐธรรมนูญอย่างรอบด้านและลึกซึ้ง ไม่หลงติดกับดักข้อมูลลวง หรือการตีความอย่างผิวเผินและคลาดเคลื่อนจากเจตนารมณ์ก่อนตัดสินใจลงประชามติ” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีหลายฝ่ายออกมาตีความ และอธิบายร่างรัฐธรรมนูญอย่างกว้างขวาง โดยหากเป็นกลุ่มการเมือง ส่วนใหญ่ก็จะพูดถึงเพียงประเด็นการได้มาซึ่งอำนาจ การได้มาซึ่งตำแหน่งหน้าที่ และสิทธิต่างๆ ของนักการเมือง โดยแทบจะไม่ให้ความสำคัญกับเนื้อหาสาระที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนเลย

ขณะที่บางกลุ่มมีความพยายามศึกษาตรวจทานเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ แต่อาจจะไม่เข้าใจเจตนารมณ์ หรือเหตุผลเบื้องหลังการร่างรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน จึงอาจมองข้ามเจตนาดีของผู้ร่าง เช่น เรื่องการศึกษา กำหนดไว้ในมาตรา 54 ว่ารัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ซึ่งบางคนเข้าใจไปเองว่ารัฐลดการสนับสนุนด้านการศึกษาลง แต่ความจริงแล้วรัฐยังคงสนับสนุนการศึกษาเป็นระยะเวลาเท่าเดิม แต่ถือเป็นความท้าทายและภารกิจใหม่ที่จะต้องดูแลเด็กเยาวชนตั้งแต่ก่อนวัยเรียน ไม่ใช่รอจนเข้าประถม 1 เนื่องจากผลการศึกษาวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ ระบุตรงกันว่า ช่วงก่อนวัยเรียนเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดในการสร้างพื้นฐานสำหรับการศึกษา การพัฒนาร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา และจิตใจของเด็ก ซึ่งการไปเริ่มปลูกฝังในช่วงประถมอาจถือว่าช้าไปเสียแล้ว”

นอกจากนี้ ในการลงประชามติ พี่น้องประชาชนยังสามารถแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ โดยจะมีการตั้งเป็นคำถามในบัตรลงคะแนน ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงร่างรัฐธรรมนูญได้อีก ตามเสียงสนับสนุนของพี่น้องประชาชน จึงอยากให้ทุกคนพิจารณา และแสดงความเห็นด้วยความรอบคอบเพื่อบ้านเมืองในอนาคต.

ที่มา>>>Thairath

สตม.จับเกาหลี หนีคดี-ยานรก ขายปลาจตุจักร

พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม.นำลูกน้องบุกจับผู้ต้องหาชาวเกาหลีใต้ตามหมายจับตำรวจสากลหลังลักลอบค้ายาเสพติดที่บ้านเกิดผ่านเว็บไซต์ ก่อนหนีคดีเข้ามาในราชอาณาจักร แต่งงานกับสาวไทย เปิดร้านขายปลาสวยงามบังหน้าที่ตลาดนัดสวนจตุจักรเจ้าตัวสารภาพเตรียมผลักดันออกนอกประเทศ ขณะที่อีกส่วนสนธิกำลังทหารม้า ตรวจค้นคริสตจักรย่านประเวศ พบชาวไนจีเรียหลบหนีเข้าเมือง 14 คน พร้อมเสื้อเกราะกันกระสุน

ตม.จัดการเด็ดขาดกับผู้ต้องหาหนีคดีเข้าประเทศ เปิดเผยเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 เม.ย. พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. พ.ต.อ.ชยวุฒิ จันทร์สมบรณ์ ผกก.1 บก.สส.สตม. พร้อมตำรวจชุดสืบสวน กก.1 บก.สส.สตม. เดินทางไปจับกุมนายจุง เคียว ซ๊อก อายุ 47 ปี ชาวเกาหลีใต้ ผู้ต้องหาตามหมายจับของตำรวจสากล ในความผิดฐานค้ายาเสพติด ได้ที่บ้านเลขที่ 4/75 หมู่บ้านตะวันนาเฮาส์ ซอยวิภาวดีรังสิต 32 แยก 3 แขวงและเขตจตุจักร กทม.

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากตำรวจสากลประสานขอความร่วมมือมายัง สตม.ว่า นายจุง เคียว ซ๊อก เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของเกาหลีใต้และตำรวจสากล หลบหนีเข้ามาอยู่ในประเทศไทย มีพฤติการณ์ค้ายาเสพติด ประเภทยาอี ยากระตุ้นประสาท และเมทแอมเฟตามีน ผ่านเว็บไซต์ JINDRUM.CO.KR อัตราโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต พบผู้ต้องหาเดินทางเข้า-ออกจากประเทศไทยรวม 13 ครั้ง ในระหว่างปี 56-57 กระทั่งปี 58 สมรสกับหญิงสาวชาวไทยมีบุตรด้วยกัน 1 คน แล้วทำหนังสือขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรได้ถึง 26 ต.ค.59 นอกจากนี้ ผู้ต้องหายังเปิดกิจการขายปลาสวยงามในตลาดนัดสวนจตุจักรบังหน้า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เพิกถอนการอนุญาตอยู่ในประเทศไทยตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ ม.12 อนุ 7 เนื่องจากมีพฤติการณ์เป็นภัยต่อสังคม พร้อมตรวจสอบการจดทะเบียนสมรสเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่ ประสานสถานทูตเกาหลีใต้ ขอข้อมูลผู้ต้องหารายนี้เพิ่ม ก่อนผลักดันออกนอกประเทศและลงข้อมูลในระบบแบล็กลิสต์ไม่ให้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรได้อีก

อีกรายเที่ยงวันเดียวกัน พ.อ.นพสิทธิ์ สิทธิพงศ์โสภณ ผบ.ม.1 รอ. พร้อมกำลังทหาร ม.พัน. 1 รอ. ตำรวจ บช.ปส. และตำรวจ บช.สตม. เข้าตรวจค้นภายในคริสตจักรเจ้าสาวของพระคริสต์ เลขที่ 900/204 ซอยศรีนครินทร์ 47 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กทม. และคริสตจักรพันธกิจชีวิตใหม่ เลขที่ 253 ซอยอ่อนนุช 44 แขวงและเขตสวนหลวง กทม. หลังรับแจ้งทางการข่าวว่ามีชาวไนจีเรียลักลอบเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายเข้ามาพักอาศัย

ตรวจสอบภายในคริสตจักรทั้ง 2 แห่ง พบชาวไนจีเรีย 33 คน เป็นชาย 31 คน ผู้หญิง 2 คน ในจำนวนนี้ 14 คน ไม่มีหนังสือเดินทางแสดงตัวกับเจ้าหน้าที่ ทั้งยังพบมีดดาบ 1 เล่ม เสื้อเกราะกันกระสุน 1 ตัว สมุดบัญชีธนาคาร 1 เล่ม ธนบัตรสกุลเงินไนร่าของประเทศไนจีเรียจำนวนหนึ่ง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่นำตัวชาวไนจีเรียทั้งหมด 14 คน ที่ไม่มีหนังสือเดินทางไปดำเนินคดีที่ สตม.พร้อมตรวจสอบหาผู้ครอบครองมีดดาบและเสื้อเกราะกันกระสุนเพื่อแจ้งข้อหาเพิ่มเติมก่อนผลักดันออกนอกราช–อาณาจักร

ที่มา>>>Thairath

มือดีลอบเผา! ป่าข้างศูนย์ราชการกำแพงเพชร 400 ไร่ โล่งเตียนในพริบตา

ตั้งใจเผา!! เกิดไฟป่าลุกไหม้ป่าละเมาะข้างศูนย์ราชการ จ.กำแพงเพชร ลามเป็นวงกว้าง คาดมีผู้ไม่หวังดีเข้ามาเผาวัชพืชแห้งในช่วงอากาศแห้งแล้ง โดยเพลิงไหม้ครั้งนี้กินพื้นที่กว่า 400 ไร่ ปภ.ต้องระดมรถดับเพลิงมาช่วยดับ…

เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดไฟป่าไหม้ลุกลามเมื่อช่วงกลางดึก ในพื้นที่ติดศูนย์ราชการจังหวัดกำแพงเพชร ถนนสายกำแพงเพชร พรานกระต่ายต.หนองปลิง อ.เมือง โดยบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าละเมาะไม่มีบ้านคน ด้านหนึ่งเป็นศูนย์ราชการ อีกด้านหนึ่งเป็นสวนลำไยสวนปาล์ม และสวนยางของชาวบ้าน ซึ่งช่วงระหว่างกลางมีพงหญ้าและป่าละเมาะขึ้นหนาแน่นมาก เพลิงได้เริ่มลุกไหม้จากด้านศูนย์ราชการ จากนั้นก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ ขณะเกิดเหตุมีลมแรงจึงยิ่งทำให้ไฟไหม้รุนแรงรวดเร็วขึ้นจนท้องฟ้าแดงฉานมองเห็นแต่ไกล ไฟได้ลุกไหม้กินพื้นที่กว้างออกไปและลึกเข้าไปในป่าละเมาะ มองจากข้างทางเข้าไปดูเป็นแนวยาวคดเคี้ยว ส่วนด้านในก็กว้างขึ้นเรื่อยๆ บางจุดลุกไหม้รุนแรง กองไฟลุกโชนสูง บางจุดลุกลามขึ้นไปเกือบถึงยอดต้นไม้ เสียงไฟไหม้ดังจนน่ากลัว และจุดที่ที่มีกอหญ้าแห้งหนาแน่นไฟก็ลุกไหม้รุนแรงไฟป่าไหม้ลุกลามเมื่อช่วงกลางดึก ในพื้นที่ติดศูนย์ราชการจังหวัดกำแพงเพชร ถนนสายกำแพงเพชร พรานกระต่าย ต.หนองปลิง อ.เมืองลมแรงจึงยิ่งทำให้ไฟไหม้รุนแรงรวดเร็วขึ้นจนท้องฟ้าแดงฉานมองเห็นแต่ไกล

จากการเฝ้าสังเกตพบว่า ไฟไหม้หนักหน่วงขึ้น ได้มีการประสานรถดับเพลิงแล้ว แต่ไม่มีรถรถมาช่วย มีเพียงรถดับเพลิงที่ไปฉีดน้ำทางศูนย์ราชการเท่านั้น ซึ่งบริเวณดังกล่าวก็ลุกไหม้แต่ไม่รุนแรงเท่านี้ ผ่านไปเกือบชั่วโมงที่ไฟโหมไหม้อย่างรุนแรงกินพื้นที่ไปไม่ต่ำกว่า 400 ไร่แล้ว ทางเจ้าของต้องออกมายืนเฝ้าเกรงจะลุกลามเข้าสวนและเข้าถึงตัวบ้าน แต่ยังดีว่ามีการทำทางไว้กันไว้แล้วจึงไหม้มาสุดตรงทางไม่เข้าถึงสวนซึ่งอยู่ห่างแค่ไม่เกิน 4-5 เมตรเท่านั้น สร้างความหวาดกลัวให้กับเจ้าของสวนเป็นอย่างมากไฟป่ากินพื้นที่ไปไม่ต่ำกว่า 400 ไร่แล้วรถดับเพลิงที่ไปฉีดน้ำทางศูนย์ราชการกว่าไฟจะดับหมดนานกว่า 4 ชั่วโมง กินพื้นที่ป่ากว่า 400 ไร่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าละเมาะไม่มีเจ้าของ จึงไม่มีการพัฒนาปล่อยให้เป็นที่รกร้างเต็มไปด้วยวัชพืช เมื่อพบกับภัยแล้งปีนี้และสภาพอากาศที่ร้อนจัด ดังนั้นจึงทำให้วัชพืชแห้งกรอบ ประกอบกับใบไม้ที่แห้งหล่นทับถมลงมา จึงกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ส่งผลทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นเกือบ 1 ชั่วโมงรถดับเพลิงก็เริ่มทยอยเข้ามา เมื่อเห็นว่าไฟไหม้รุนแรงจึงได้มีการประสานรถดับเพลิงจาก อบต.ต่างๆ ให้มาช่วยเสริม โดยพื้นที่ซึ่งไหม้ลึกเข้าไปทางเจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องต่อสายยางถึง 3 ท่อนบุกเข้าไปฉีดน้ำ แต่ก็ยังฉีดไม่ถึง ในบางส่วนที่อยู่ใกล้ก็เริ่มมอดเองบ้างเพราะหมดเชื้อไฟ บางส่วนก็ถูกรถดับเพลิงฉีดน้ำดับ แต่ในส่วนที่อยู่ลึกเข้าไปทางเจ้าหน้าที่ดังเพลิงต้องใช้ความพยายามต่อสายดับเพลิงเข้าไปหลายท่อนจึงสามารรถฉีดน้ำจนดับไฟได้ ใช้เวลาตั้งแต่เริ่มไหม้จนถึงดับหมดนานกว่า 4 ชั่วโมง กินพื้นที่กว่า 400 ไร่ เตียนโล่งหมด เป็นไฟไหม้ป่าครั้งที่หนักที่สุดในฤดูกาลนี้ของจังหวัดกำแพงเพชร ส่วนสาเหตุการเกิดไฟไหม้ป่าในครั้งนี้ คาดว่าน่าจะเป็นฝีมือคนจุดเพื่อเผาวัชพืช.

ที่มา>>>Thairath

ชาวบ้านอยุธยา วอน กรมศิลป์รื้อหลังคา วัดกุฎีสูง ชำรุดจากน้ำท่วมใหญ่

ชาวบ้าน หมู่ 3 ต.หัวรอ จ.พระนครศรีอยุธยา วอนกรมศิลปากร รื้อหลังคาวัดกุฎีสูง ซึ่งเป็นวัดร้างสมัยกรุงศรีอยุธยา มีหลวงพ่อขาวประดิษฐานในพระอุโบสถ ทั้งนี้ หลังน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 54 ทำให้หลังคาสังกะสีเสียหาย พร้อมทั้งติดป้ายชื่อ-ประวัติวัด เนื่องจากมีนทท.แวะมาเที่ยวชมมากขึ้น…

วันที่ 1 เม.ย. 59 ชาวบ้าน หมู่ 3 ต.หัวรอ อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา จำนวนมากที่ปลูกบ้านอาศัยอยู่บริเวณรอบๆ วัดกุฎีสูง (วัดร้างสมัยกรุงศรีอยุธยา) ที่มีพระประธานหลวงพ่อขาวประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถร้าง ร้องเรียนว่า หลังคาสังกะสีอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมหวั่นหลังคาพังทับพระประธาน จึงให้เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรเข้ามาแก้ไข ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบวัดกุฎีสูงร้างตั้งอยู่ริมถนนสายอยุธยา-เพนียดคล้องช้าง ใกล้วัดเจดีย์แดง พบอุโบสถร้างไม่มีหลังคา ภายในมีพระประธานปูนปั้นปางมารวิชัย ซึ่งมีการบูรณะมาแล้ว เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2522 และมีหลังคาสังกะสีคลุมเพียงพระประธาน ทำจากเสาขนาดเล็ก 4X4 สูง 6 เมตร ได้ชำรุดหักเอียง ตรวจสอบรอบๆ วัดพบต้นโพธิ์ขนาดใหญ่จำนวน 2 ต้น ขึ้นโอบหอระฆังเก่าแก่ที่สูงกว่า 5 เมตร ไม่ให้พังทลายลงมา ซึ่งเป็นอันซีนที่สวยงามของวัดร้างอีกแห่งหนึ่งในอยุธยา

พระประธานหลวงพ่อขาวประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถร้าง
ต้นโพธิ์ขนาดใหญ่จำนวน 2 ต้น ขึ้นโอบหอระฆังเก่าแก่ที่สูงกว่า 5 เมตร

ด้าน นายวันชัย สารโพธิ์ อายุ 46 ปี ชาว ต.หัวรอ อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ชาวบ้านใกล้วัด กล่าวว่า วัดนี้เป็นวัดร้างเมื่อก่อนเป็นป่าหนาทึบ กรมศิลปากรมาบูรณะถางป่าจนโล่งเตียน หลังจากนั้นถ้ามีหญ้าขึ้นรกอีก ตนไปยืมเครื่องตัดหญ้า จากนั้นเพื่อนบ้านช่วยออกค่าน้ำมันตัดหญ้าเป็นประจำ เพราะพวกเราอาศัยอยู่ที่นี่ก็ช่วยดูแลกันไป แต่หลังจากน้ำท่วมใหญ่หลังคาสังกะสีได้พังเสียหายพวกชาวบ้านไม่กล้ารื้อเอง จึงอยากให้กรมศิลปากรช่วยมาซ่อมแซมให้สมบูรณ์เพราะกลัวจะพังมาทับหลวงพ่อขาวเสียหาย ทั้งนี้อยากฝากขอให้กรมศิลป์นำป้ายชื่อวัด และประวัติของวัดมาติดไว้ด้วย เพราะทุกวันนี้มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแวะเข้ามาเที่ยวชม แต่ไม่สามารถสื่อสารกับชาวบ้าน

ต้นโพธิ์โอบรัดหอระฆังโบราณไม่ให้พังทลายลงมา อันซีนที่สวยงามของวัดร้างอีกแห่งหนึ่งในอยุธยา

ขณะที่ นางภารดี สุขเกษม อายุ 55 ปี ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง ได้นำสิ่งของมาถวายหลวงพ่อขาว เล่าว่าตนนับถือหลวงพ่อขาวมานาน ทั้งยังเคยบนบานให้แม่หายป่วยไข้ จากนั้นเพื่อนบ้านมาบนเรื่องโชคลาภก็สมหวังเป็นจำนวนมาก

ที่มา>>>Thairath

ไชโย!! ถูกหวยรางวัลที่ 1 จนท.สหกรณ์สารคาม คว้า 18 ล. เตรียมแก้บน

ภาพจากตำรวจ มหาสารคาม

โชคดีมาก! จนท.กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 3 จ.มหาสารคาม ถูกลอตเตอรี่ งวดประจำวันที่ 1 เมษายน 2559 สหกรณ์ถูกหวย 18 ล้าน เตรียมกลับไปแก้บน วัดไม้แดง ประดิษฐานรูปปฏิมากรรมพระอาจารย์ธรรมโชติ จ.สิงห์บุรี…

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพลศิลป์ งิ้วราย เจ้าพนักงานส่งเสริมสหกรณ์อาวุโส กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 3 สำนักงานสหกรณ์จังหวัดมหาสารคาม ถูกลอตเตอรี่ งวดประจำวันที่ 1 เมษายน 2559 กล่าวว่า เมื่ออาทิตย์ที่แล้วได้เดินทางไปงานบวชของหลานชายที่จังหวัดจังหวัดสิงห์บุรี อยู่ที่วัดโพธิ์เก้าต้น หรือ วัดไม้แดง อยู่ที่ตำบลบางระจัน อำเภอค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี ซึ่งภายในบริเวณวัดมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์คือ “วิหารพระอาจารย์ธรรมโชติ”

นายพลศิลป์ กล่าวต่อวา ทั้งนี้ภายในประดิษฐานรูปปฏิมากรรมพระอาจารย์ธรรมโชติ เป็นที่เคารพสักการะของชาวสิงห์บุรีโดยทั่วไป ตนเองได้กราบไหว้และบนไว้ว่าหากถูกลอตเตอรี่และสามารถปลดหนี้ได้ จะมาแก้บนด้วยการหาบน้ำถวายท่านจำนวน 100 หาบ จากนั้นออกมาก็ได้เจอกับคนขายลอตเตอรี่ที่บริเวณวัด จึงได้เข้าไปขอซื้อที่ลงเลขท้าย 720 จึงได้เป็นเลขชุดมี 3 คู่ด้วยกัน ซื้อไว้ช่วงเวลาเมื่อประมาณ 16.00 น.

“หลังจากผมพักจากประชุม จึงมาเพื่อดื่มน้ำและฟังผลลอตเตอรี่ ปรากฏว่ารางวัลที่ 1 ออก 066720 ซึ่งตรงกับเลขที่ผมได้ซื้อไว้ทั้ง 3 ใบ ด้วยความตกใจจึงได้ตะโกนดีใจออกมาจนลั่นสำนักงาน จากนั้นหัวหน้าสหกรณ์จังหวัดมหาสารคามและเพื่อนร่วมงานก็มาร่วมแสดงความยินดี ต่อจากนี้ผมนจะรีบไปแก้บนที่จังหวัดสิงห์บุรี และในวันจันทร์ที่จะถึงนี้จะรีบไปขึ้นรางวัล สำหรับเงินรางวัลที่ได้จะนำไปใช้หนี้ แล้วจะลาออกจากราชการมาทำเกษตรพอเพียง” ผู้โชคดีถูกรางวัลที่ 1 สลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวทิ้งท้าย.

ที่มา>>>Thairath

รวบการ์ดสถานบันเทิงย่านพัทยา ชิงทรัพย์ 2 ร้านค้าในคืนเดียว

 

ตำรวจชลบุรี จับกุมโจรแสบวัย 17 ปี ทำงานเป็นการ์ดสถานบันเทิงย่านวอล์คกิ้งสตรีทบุกเดี่ยวชิงทรัพย์ 2 ร้านสะดวกซื้อในคืนเดียว ได้ทรัพย์สินไปกว่าหมื่นบาท สารภาพ หาเงินกิน เที่ยว หนีกบดาน

เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 59 พล.ต.ต.อำพล บัวรับพร ผบก.ภ.จว.ชลบุรี พ.ต.อ.สุขทัศน์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผกก.สภ.เมืองพัทยา พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ควบคุมตัว นายบี (นามสมมติ) อายุ 17 ปี ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ หลังก่อเหตุบุกเดี่ยวชิงทรัพย์ร้านสะดวกซื้อ 2 แห่ง ในคืนเดียว

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 59 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุคนร้ายทำทีสั่งซื้อสินค้าทั้งสุราราคาแพง 1 ขวด และบุหรี่ 2 ซอง แล้วหยิบสินค้าเดินหลบหนีไปอย่างหน้าตาเฉย เหตุเกิดขึ้นที่ร้านแฟมิลี่มาร์ท สาขาทัพพระยา ริมถนนทัพพระยาซอย 2 ม.12 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จากนั้นไม่กี่ชั่วโมงเกิดเหตุคนร้ายข่มขู่พนักงานร้านแฟมีลี่มาร์ท สาขาปากซอยสุขุมวิทพัทยา 46/3 พร้อมกับเอาเงินสดไปกว่า 10,000 บาท ซึ่งจากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดแล้วพบว่าคนร้ายเป็นคนเดียวกัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงกระจายกำลังติดตามหาเบาะแสจนทราบว่าผู้ก่อเหตุทำงานเป็นการ์ดที่สถานบันเทิงแห่งหนึ่ง ย่านวอล์คกิ้งสตรีท พัทยาใต้ จึงเฝ้าติดตามสืบสวนจนพบเบาะแสสำคัญว่าหลบหนีกบดานอยู่ในเขตพื้นที่ อ.ศรีราชา จึงนำกำลังเข้าจับกุมได้พร้อมของกลางรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ 125ไอ สีน้ำเงิน ทะเบียน จ.ชลบุรี และเสื้อผ้าที่ใช้ในวันก่อเหตุ

จากการสอบสวน นายบี ให้การรับสารภาพว่าก่อเหตุจริง โดยจะใช้เพียงการข่มขู่ทางวาจาเท่านั้น ไม่มีอาวุธ ส่วนทรัพย์สินที่ได้นำมาใช้กินเที่ยวและเป็นค่าใช้จ่ายหลบหนีกบดาน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหาชิงทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกในการกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ก่อนส่งตัวดำเนินคดีต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

เมื่อศิลปะกลบควันปืน เปลี่ยนบังเกอร์ เป็น แลนด์มาร์กเซลฟี่

กลายเป็นที่กล่าวขวัญถึงของโลกโซเชียลมีเดียในขณะนี้ สำหรับ “สีสัน” ที่มาแต่งเติม สิ่งที่ถูกเรียกขานว่า “บังเกอร์” ในพื้นที่เทศบาลนครยะลา

โดยเหล่าศิลปิน ที่มาบรรจงรังสรรค์งานในครั้งนี้ ก็มีทั้ง จิตรกรอาสา นักเรียน นักศึกษา จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ที่พร้อมใจร่วมเนรมิตงานศิลปะที่สวยงามให้กับ “บังเกอร์” ที่แสนจะหยาบกระด้าง วางเรียงรายตลอดแนวเทศบาลนครยะลา นับเป็นจำนวนนับร้อยๆ แท่ง ให้เกิดความงดงามทางสุนทรียภาพมากขึ้น

ที่ไปที่มาของ แนวบังเกอร์ที่ว่านี้ เกิดมาจากอะไร? เหตุใดจึงมีอยู่ดาษดื่น ในเขตเทศบาลนครยะลา? และเพราะอะไร เหล่าศิลปินจึงพร้อมใจกันไปสร้างสรรค์งานศิลปะ? ทุกคำถาม ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะพาแฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ไปหาคำตอบกันในวันนี้…

เนรมิตงานศิลปะที่สวยงามให้กับ “บังเกอร์” ที่แสนจะหยาบกระด้าง วางเรียงรายตลอดแนวเทศบาลนครยะลา

สร้าง “บังเกอร์” เพื่อป้องกันชีวิตและทรัพย์สินให้กับชาวบ้าน

จุดกำเนิด….บังเกอร์ กลางเมืองยะลา สร้างไว้เพื่อ?

สำหรับจุดกำเนิด ของ “บังเกอร์” ทีมข่าวได้สอบถามไปยัง นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา ซึ่งได้ไขข้อกระจ่างในเรื่องนี้ว่า ได้เริ่มมีการติดตั้ง ประมาณปี พ.ศ.2554 สืบเนื่องจากมีกลุ่มก่อความไม่สงบ ลอบก่อเหตุคาร์บอมบ์ ในพื้นที่ แต่ปรากฏว่า หลังเกิดเหตุ บ้านหลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่บริเวณตรงข้ามที่เกิดเหตุ ซึ่งได้มีการนำท่อ ขนาดประมาณ 40 ซม. มาวางไว้หน้าบ้าน ปรากฏว่า สามารถป้องกันแรงระเบิดได้ ถึงขนาดที่ว่าตู้ปลา ที่วางไว้ ก็ยังไม่ได้รับความเสียหาย ทำให้เกิดเสียงเลื่องลือในหมู่ประชาชน จนกลายเป็นจุดเริ่มต้น ของการร้องขอให้สร้าง “บังเกอร์” ในลักษณะดังกล่าว เพื่อป้องกันชีวิตและทรัพย์สินให้กับชาวบ้าน ในเวลาต่อมา

ทั้งนี้เพราะในช่วงเวลานั้น ตัวเมืองยะลา เจอคนร้ายก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวบ่อยครั้ง จึงได้รับการร้องขอจากประชาชนในพื้นที่จำนวนมาก ให้มาช่วยติดตั้งบังเกอร์ในลักษณะดังกล่าวให้ จากนั้น จึงได้มีการของบประมาณจากเทศบาลนครยะลา รวมไปถึง ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อจัดทำให้กับประชาชน กระจายไปทั่วเมืองยะลา ซึ่งเท่าที่คาดการณ์น่าจะมี ประมาณ​ 700-800 อัน ในเวลานี้

นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา เวลาคนร้ายก่อเหตุคาร์บอมบ์ มักจะนำรถมาจอดริมฟุตปาท เพราะฉะนั้น เมื่อมีการสร้างบังเกอร์เอาไว้บริเวณแนวขอบฟุตปาทหากเกิดเหตุคาร์บอมบ์ หรือ จักรยานยนต์บอมบ์ แรงระเบิดก็จะโดนไปที่บังเกอร์ก่อน ทำให้สามารถป้องกันชีวิตและทรัพย์สินให้กับชาวบ้านได้

ที่ผ่านมาเวลาคนร้ายก่อเหตุคาร์บอมบ์ มักจะนำรถมาจอดริมฟุตปาท ฉะนั้น จึงสร้างบังเกอร์เอาไว้บริเวณแนวขอบฟุตปาท หากเกิดเหตุคาร์บอมบ์ หรือ จักรยานยนต์บอมบ์ แรงระเบิดก็จะโดนไปที่บังเกอร์ก่อน
กลายเป็นที่กล่าวขวัญถึงของโลกโซเชียลมีเดียในขณะนี้ สำหรับ “สีสัน” ที่มาแต่งเติม สิ่งที่ถูกเรียกขานว่า “บังเกอร์” ในพื้นที่เทศบาลนครยะลา
พลิกโฉม ทำหน้าบ้านน่ามอง เป็นจุดถ่ายเซลฟี่

นายกเล็กนครยะลา บอกกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ต่อไปว่า อย่างไรก็ดีแม้บังเกอร์ที่สร้างขึ้นจะสามารถสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้กับชาวเมืองยะลาได้ แต่ด้วยลักษณะของมันที่มองด้วยสายตาไม่ค่อยจะน่าดูนัก ชาวบ้านคนทั่วไป ก็รู้สึกไม่ค่อยดี เมื่อสถานการณ์ในพื้นที่เริ่มดีขึ้น ในช่วง 2 ปี หลังมานี้ ชาวบ้านส่วนหนึ่งจึงมีการรื้อถอนออกไปบ้าง ในขณะที่บางบ้าน ก็ใช้วิธีทาสีเพื่อตกแต่งให้หน้าบ้านของตัวเองน่ามองมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่เมื่อปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา นำโดย ดร.สมบัติ โยธาทิพย์ อธิการบดี ได้เข้ามาพูดคุยกับทางเทศบาล เพื่อนำนักศึกษาภาคศิลปศาสตร์ มาช่วยระบายสีเขียนรูปให้ โดยได้ดำเนินการไปแล้วส่วนหนึ่ง และปีนี้เป็นการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีกลุ่มศิลปิน จิตรกรอาชีพ ในพื้นที่มาร่วมด้วยช่วยกัน ทำภาพที่ได้จากบังเกอร์มีความงดงามน่ามองมากขึ้น ซึ่งต้องขอบคุณศิลปินทุกท่านจริงๆ เพราะมาทำให้ด้วยความสมัครใจ ทำให้พื้นที่ยะลาของเรามีสีสันสวยงามขึ้นมาก

“ประชาชนเห็นบังเกอร์มีสีสัน ก็รู้สึกดีขึ้น บางคนก็นำโทรศัพท์ไปถ่ายรูปเซลฟี่ ถือเป็นการสร้างสีสันให้กับเทศบาล นอกจากนี้ ยังมีตึกบริเวณหน้าสถานีรถไฟ ที่เราทำให้เป็น “ตึกสีลูกกวาด” จุดนี้ถือว่าเป็นจตุมิตร เซฟตี้โซน ได้มีการสร้างสีสัน ก็จะมีคนเข้ามาจับจ่ายใช้สอยถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจไปในตัว” นายกเทศมนตรีนครยะลา กล่าวทิ้งท้ายกับทีมข่าวฯ

เนรมิตงานศิลปะที่สวยงามให้กับ “บังเกอร์” ที่แสนจะหยาบกระด้าง วางเรียงรายตลอดแนวเทศบาลนครยะลา
เหล่าศิลปินที่มาบรรจงรังสรรค์งานศิลปะให้กับ บังเกอร์ ก็มีทั้ง จิตรกรอาสา นักเรียน นักศึกษา จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
ประชาชนร่วมใจ สร้างงานศิลปะ เน้นของดีเมืองยะลา เป็นจุดขาย

ด้าน ผศ.สุพร สุนทรนนท์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลากล่าวกับทีมข่าวว่า โครงการนี้ มีชื่อว่า โครงการเขียนภาพสีบนท่อซีเมนต์ บริเวณเขตเทศบาลนครยะลา ถนนรวมมิตรตลอดสาย ซึ่งทางจังหวัดยะลาร่วมกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เทศบาลนครยะลา ได้ขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ตามนโยบายประชารัฐ

โดยงานศิลปะครั้งนี้ ถูกแบ่งออกเป็น 6 โซน ตามพื้นที่ประกอบด้วย

โซนที่ 1 กลุ่มศิลปินอิสระ รับผิดชอบ หัวข้อสัตว์ป่าบาลา-ฮาลา

โซนที่ 2 กลุ่มเซาร์ฟรีอาร์ต รับผิดชอบ หัวข้อสัตว์เศรษฐกิจของยะลา

โซนที่ 3 กลุ่มโรงเรียนเทศบาล รับผิดชอบ หัวข้อ ผลไม้ในท้องถิ่น

โซนที่ 4 สพฐ. ทั้งสามเขต รับผิดชอบ หัวข้อทิวทัศน์ป่าบาลา-ฮาลา

โซนที่ 5 โรงเรียนรัฐและเอกชน รับผิดชอบ หัวข้อทิวทัศน์เมืองยะลา

และโซนที่ 6 มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา รับผิดชอบ หัวข้อดอกไม้นานาชนิดในภาคใต้

โดยทั้งหมด มีกำหนดเวลาในการวาด 20 วัน ทั้งนี้ ในส่วนที่ทาง มรภ.ยะลา รับผิดชอบนั้น น้องๆ จิตอาสานักศึกษาปี 1 สาขาศิลปกรรมและสาขาออกแบบนวัตกรรมทัศนศิลป์ เกือบ 60 คน ได้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างสรรค์ในครั้งนี้ โดยที่ผ่านมา หลังจากที่มีการนำเสนอผลงานออกไป ก็ได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชนในวงกว้าง และให้ความสนใจมาถ่ายรูปเซลฟี่กับงานศิลปะนี้ จำนวนมาก

กลุ่มศิลปิน จิตรกรอาชีพ ในพื้นที่มาร่วมด้วยช่วยกัน ทำภาพที่ได้จากบังเกอร์มีความงดงามน่ามองมากขึ้น

ที่มา>>>Thairath