นายกเล็กตะเคียนเตี้ย มอบกล้องติดหมวกตำรวจ หวังลดข้อพิพาทชาวบ้าน

นายกเล็กตำบลตะเคียนเตี้ย มอบกล้องติดหมวก จำนวน 20 เครื่อง ให้แก่ตำรวจบางละมุง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและบันทึกภาพการปฏิบัติหน้าที่ไว้เป็นหลักฐาน และลดข้อพิพาท ตำรวจกับประชาชน

เมื่อเวลา 15.00 น. ของวันที่ 11 เม.ย. ที่ สภ.บางละมุง จ.ชลบุรี นายมานพ ประกอบธรรม นายกเทศมนตรีตำบลตะเคียนเตี้ย เดินทางมามอบกล้องบันทึกวิดีโอ สำหรับติดหมวกกันน็อก จำนวน 20 เครื่อง มูลค่า 30,000 บาท พร้อมเงินสนับสนุนจำนวนหนึ่ง ให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจงานจราจรและงานปราบปราม สภ.บางละมุง โดยมี พ.ต.อ.ชนพัฒน์ นวลักษณ์ ผกก.สภ.บางละมุง เป็นตัวแทนรับมอบนายมานพ ประกอบธรรม เปิดเผยว่า จุดประสงค์ของการมอบกล้องวิดีโอสำหรับติดหมวกกันน็อกในครั้งนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนในการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อีกทั้งยังบันทึกภาพการปฏิบัติหน้าที่ไว้เป็นหลักฐาน และลดข้อพิพาท ตำรวจกับประชาชน รวมถึงป้องกันกรณีที่มีการร้องเรียนเรื่องความประพฤติไม่เหมาะสม สามารถตรวจสอบการทำงานย้อนหลัง ซึ่งเป็นการช่วยเจ้าหน้าที่ในการป้องกันตัวจากการถูกกล่าวหาได้อีกด้วยด้าน พ.ต.อ.ชนพัฒน์ นวลักษณ์ ผกก.สภ.บางละมุง เผยว่า การติดตั้งกล้องบันทึกภาพเคลื่อนไหวไว้บนหมวกกันน็อกเป็นเรื่องที่ดี ทำให้บันทึกและเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง อีกทั้งการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจจราจรและสายตรวจมีการปฏิบัติในยามค่ำคืนหรือตั้งจุดตรวจจุดสกัด จะเป็นการดีหากมีการบันทึกการทำงานไว้เป็นหลักฐานทั้งหมด จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าหน้าที่เพิ่มมากขึ้น และเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ตำรวจที่ดี ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและประชาชนผู้ได้รับการปฏิบัติในการตรวจค้นจับกุม และให้บริการประชาชนด้วยความสุภาพ สร้างความเป็นกันเองและเป็นมิตรที่ดีกับประชาชน อีกทั้งกล้องดังกล่าวสามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ได้ เพื่อนำข้อมูลภาพนั้นมาใช้ในการสืบสวนขยายผลต่อไป..

ที่มา>>>Thairath

รถเมล์สาย 122 เบรกแตกชนเสาไฟฟ้าล้ม 3 ต้น ถ.แฮปปี้แลนด์

รถเมล์สาย 122 เบรกแตกชนเสาไฟฟ้าล้ม 3 ต้น ที่ปากทางเข้า ถนนแฮปปี้แลนด์ โชคดีไร้คนเจ็บ จนท.เผย เบื้องต้นค่าเสียหาย 5 แสน คาดการไฟฟ้าตั้งเสาไฟใหม่เสร็จคืนวันนี้

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 10 เม.ย. ร.ต.ท.กิตติชัย ศรีธรรมมา รอง สารวัตร (สอบสวน) สน.ลาดพร้าว รับแจ้งเหตุรถเมล์เสียหลักชนเสาไฟฟ้าเกาะกลางถนนล้มโค่นจำนวนหลายต้น บริเวณทางเข้าศูนย์การค้าแฮปปี้แลนด์ เซ็นเตอร์ ถนนแฮปปี้แลนด์ สาย 1 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ จึงรุดตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมประสานเจ้าหน้าที่การไฟฟ้านครหลวง

เจ้าหน้าที่การไฟฟ้านครหลวง เร่งเปลี่ยนเสาไฟฟ้าใหม่ คาดเสร็จคืนวันนี้ ค่าเสียหายเบื้องต้น 5 แสนบาท

 

ที่เกิดเหตุ บริเวณทางเข้าศูนย์การค้าแฮปปี้แลนด์เซ็นเตอร์ ถนนแฮปปี้แลนด์ สาย 1 ด้านขาออก ห่างจากแยกแฮปปี้แลนด์ ประมาณ 10 เมตร ในช่องทางขวาสุด พบรถเมล์ ร่วมบริการสีชมพู สาย 122 วิ่งระหว่างวัดเทพลีลาปลายทางหมอชิตใหม่ หมายเลขทะเบียน 11-8368 กรุงเทพมหานคร เลขข้างรถ 112-5 ของบริษัท รวีโชค จำกัด เกยขึ้นไปชนเข้ากับเสาไฟฟ้าขนาดสูง 12 เมตร ที่อยู่บนเกาะกลางถนนจนหัก ได้รับความเสียหายทั้งต้น กระจกหน้ารถแตกกระจายเต็มพื้นถนน ทั้งนี้ ยังมีเสาไฟฟ้าได้รับความเสียหายอีก 2 ต้น ล้มขวางถนนแฮปปี้แลนด์ ด้านขาเข้าทุกช่องทาง เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องปิดการจราจรถนนแฮปปี้แลนด์ สาย 1 ทั้งขาเข้าและขาออก เพื่อให้เจ้าหน้าที่การไฟฟ้ารื้อถอนและปักเสาไฟฟ้าที่ได้รับความเสียหายใหม่

จากการสอบสวน นายวิรัตน์ สัปทนต์ อายุ 35 ปี คนขับรถเมล์ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนเพิ่งขับรถออกจากอู่ซึ่งอยู่ด้านหลังตลาดแฮปปี้แลนด์ เพื่อจะไปรับผู้โดยสารที่ต้นทางวัดเทพลีลา โดยวิ่งมาเลนซ้ายสุด เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุตนพยายามเหยียบเบรกเนื่องจากข้างหน้าเป็นไฟแดง แต่กลับเบรกไม่อยู่ประกอบกับด้านหน้าเป็นวินรถจักรยานยนต์รับจ้าง ตนจึงตัดสินใจหักพวงมาลัยมาทางขวา จนทำให้รถเสียหลักชนเข้ากับเสาไฟฟ้าเกาะกลางถนนรถเมล์สาย122 วัดเทพลีลา-หมอชิตใหม่ ชนเสาไฟฟ้าล้ม ที่ปากทางถนนแฮปปี้แลนดื บางกะปิ กทม. ต้องปิดการจราจร

ร.ต.ท.กิตติชัย เปิดเผยว่า จากการสอบสวนเบื้องต้น น่าจะเกิดจากรถเมล์เบรกแตก ซึ่งถือว่าโชคดีมากที่คนขับไม่หักพวงมาลัยเข้าไปทางซ้าย เพราะจุดดังกล่าวมีรถจักรยานยนต์รับจ้างจอดรับส่งคนเป็นจำนวนมาก หากคนขับไม่หักพวงมาลัยมาทางขวาก็น่าจะมีคนเจ็บจำนวนมาก ส่วนทรัพย์สินของทางราชการที่ได้รับความเสียหายนั้น เป็นเสาไฟฟ้าขนาดสูง 12 เมตร จำนวน 3 ต้น และเสาโทรศัพท์ขนาดสูง 8 เมตร จำนวน 1 ต้น ค่าเสียหายประมาณ 5 แสนบาท ซึ่งทางประกันภัยของรถเมล์เป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด เจ้าหน้าที่จึงเปรียบเทียบปรับ นายวิรัตน์ เป็นจำนวนเงิน 1,000 บาท ข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินทางราชการได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ คาดว่าเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าน่าจะรื้อถอนและปักเสาใหม่ได้แล้วเสร็จภายในคืนนี้

ที่มา>>> ไทยรัฐออนไลน์

รปภ.ยันโบกรถตามหน้าที่ หลังวิน จยย.ฉุนรุมต่อยย่านทองหล่อ (ชมคลิป)

โลกโซเชียลแห่วิพากษ์วิจารณ์ คลิปเหตุการณ์วินมอเตอร์ไซค์หลายคน มีเรื่องทะเลาะวิวาทกับ รปภ. บริเวณหน้าบริษัทแห่งหนึ่ง ย่านทองหล่อ คลิปนี้ถูกเผยแพร่โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า กุ้ง เขาเม็ง

เป็นเหตุการณ์ชุลมุนกุระหว่าง วินมอเตอร์ไซค์กำลังมีเรื่องชกต่อย รปภ. บริเวณย่านทองหล่อ ระบุข้อความว่า “วินมอเตอร์ไซค์ทองหล่อซอย1 รุมทำร้าย รปภ. อยากให้มารับผิดชอบกับสิ่งที่ทำครับ ไม่ใช่ทำแล้วให้คนอื่นมารับผิดชอบ” ล่าสุดมีผู้ชมคลิปนี้ไปกว่า 4 แสนครั้งแล้ว

หลังจากคลิปนี้ได้เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตก็วิพากษ์วิจารณ์ ถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของวินมอเตอร์ไซค์กันเป็นจำนวนมาก อีกส่วนหนึ่งก็อยากให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนว่าเรื่องเกิดจากอะไร

ด้านทีมข่าวสายตรวจโซเชียล ไทยรัฐออนไลน์ได้สอบถามนายอัลฟานดี ดือเร๊ะ รปภ.ที่ถูกทำร้ายในคลิปวิดีโอเล่าว่า เมื่อวันที่ 8 เมษายน เวลาประมาณ 17.50 น. ตนกำลังปฏิบัติหน้าที่ไปยืนโบกรถให้กับลูกค้าที่ออกมาจากบริษัท โดยตนได้เป่านกหวีดให้รถบนถนนหยุด ซึ่งก่อนเป่าก็สังเกตเห็นแล้วว่า ระยะของรถที่ขับมาสามารถหยุดได้ทัน แต่จังหวะนั้นได้มีวินมอเตอร์ไซค์ที่ขี่มาได้เบรกกะทันหัน ก่อนจะไม่พอใจตนและลงมาต่อย จากนั้นพวกกลุ่มวินมอเตอร์ไซค์อีกหลายคนก็เข้ามา ตอนนี้ตนได้แจ้งความเรียบร้อยแล้ว และจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด

ด้าน ร.ต.อ.ปรัชญา วุฒพันธ์ รองสารวัตรสอบสวน สน.ทองหล่อ เจ้าของคดี ได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า บริเวณที่เกิดเหตุอยู่ระหว่างปากซอยทองหล่อ3 และทองหล่อ 5 คาดว่าเรื่องเกิดจากไม่พอใจกันเรื่องโบกรถให้หยุด ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนรอผลตรวจร่างกายของผู้เสียหายอยู่ และจะเรียกมาสอบปากคำเพิ่มเติม ส่วนวินมอเตอร์ไซค์คู่กรณี หลังจากเกิดเหตุยังไม่ทราบว่าเป็นใคร หากได้ความคืบหน้าอย่างไร จะรายงานให้ทราบต่อไป

ที่มา>>>Thairath

‘ไปถ่ายรูปกัน’ ทิวลิปบานที่ระยอง มหัศจรรย์ไม้เมืองหนาว เริ่มแล้วจ้า!

ทิวลิปบานแล้วจร้า!! มหัศจรรย์ไม้เมืองหนาวครั้งที่ 6 ทิวลิปบานที่ระยอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เปิดให้ประชาชนเข้าชมตั้งแต่วันที่ 9 – 16 เมษายน เวลา 09.00 – 19.00 น. สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

เมื่อวันที่ 8 เม.ย. เวลา 14.00 น. นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมเปิดงาน “มหัศจรรย์ไม้เมืองหนาวครั้งที่ 6 ทิวลิปบานที่ระยอง “ ณ สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีต.มาบข่า อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 6นายเทวินทร์ วงศ์วานิช กล่าวว่า ปตท.ได้ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ( กปร. ) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่อันเนื่องมาจากพระราชดำริใน โครงการการใช้ความเย็นและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในการวิจัยไม้เมืองหนาว ตามโครงการพระราชดำริฯ มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 นำมาใช้ในการสร้างความเย็นให้กับโรงเรือนเพาะปลูกไม้เมืองหนาว ปีนี้เพิ่มพื้นที่การจัดงาน แบ่งโซนนิทรรศการไม้เมืองหนาวนานาพันธุ์และพื้นที่สวนสวยงามรวมกว่า 30,000 ตารางเมตร พร้อมไม้เมืองหนาวงดงามกว่า 60,000 ดอก

นอกจากนี้ จัดเตรียมพื้นที่กิจกรรมสำหรับครอบครัวให้ร่วมสืบสานประเพณีสงกรานต์อันดีงามของไทย เสริมสร้างมงคลด้วยการร่วมสรงน้ำพระ มี ร้านค้าชุมชน ร้านดอกไม้เมืองหนาว ร้านโครงการหลวง ร้านสมุนไพรอภัยภูเบศร์ ตื่นตากับขบวนพาเหรดที่จะมาสร้างความสุข 2 รอบต่อวัน ( 12.00 น. และ 17.00 น. ) โดยกิจกรรมจัดขึ้นตั่งแต่วันที่ 9 – 16 เมษายน เวลา 09.00 – 19.00 น. โดยค่าเข้าชมเพียงท่านละ 40 บาท รายได้จากการจำหน่ายบัตร จะบริจาคให้กับโรงพยาบาลบ้านฉาง อ.บ้านฉาง จ.ระยอง โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น.

ที่มา>>>Thairath

‘ออสเตรเลีย’ให้ เหรียญกล้าหาญ ‘พ่อครัว’ชาวไทย

รัฐบาลท้องถิ่นนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย มอบเหรียญกล้าหาญแก่พ่อครัวชาวไทยที่เคยสร้างวีรกรรมช่วยเหลือนักท่องเที่ยวหญิงชาวไอริช ที่ถูกคนจรจัดทำร้ายในย่านชุมชนกลางนครซิดนีย์ เจ้าตัวเผยสุดดีใจในเกียรติที่ได้รับ สร้างชื่อเสียงให้กับคนไทยและประเทศชาติ พร้อมทั้งจะนำเหรียญกลับไปให้พ่อแม่ที่เมืองไทยชื่นชม

ที่ทำเนียบรัฐบาลท้องถิ่นนครซิดนีย์ เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 เม.ย. ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ประเทศออสเตรเลีย ตรงกับเวลา 07.00 น. ประเทศไทย รัฐบาลท้องถิ่นนครซิดนีย์ ได้ทำพิธีมอบเหรียญกล้าหาญ “THE BRAVERY MEDAL” (BM) ให้แก่นายณัฐภัทร เป็นพนัสสัก หรือต้อม อายุ 29 ปี พ่อครัวร้านอาหารชื่อ VINERY FOOD ที่นครซิดนีย์ หลังจากเมื่อปี 2556 ได้ช่วยเหลือหญิงสาวชาวไอริชที่ถูกชายจรจัดไล่แทงได้รับบาดเจ็บสาหัส บริเวณถนนพิตต์สตรีท ใจกลางนครซิดนีย์ เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2556 เหตุการณ์ครั้งนั้นนายณัฐภัทรได้รับบาดเจ็บหลายแห่ง แต่มีพลเมืองดีเข้าช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาล จากวีรกรรมดังกล่าวหน่วยงานของรัฐบาลท้องถิ่นนครซิดนีย์ พิจารณามอบเหรียญกล้าหาญ เชิดชูเกียรติคุณ เพื่อเป็นแบบอย่างความกล้าหาญให้ชาวออสเตรเลียทั้งประเทศได้รับรู้ โดยพิธีจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ

นายณัฐภัทรเปิดเผยหลังเข้ารับรางวัลว่า ดีใจและภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้รับเกียรติรับมอบเหรียญกล้าหาญจากรัฐบาลออสเตรเลีย ตนเป็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง ในชีวิตไม่เคยได้รับรางวัลอะไรที่ยิ่งใหญ่แบบนี้ เป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต ทำให้คิดไปได้หลายอย่าง โดยคิดว่าไม่ได้รับเพื่อตัวคนเดียว แต่เป็นคนไทยที่มีโอกาสสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยและยังรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งแก่วงศ์ตระกูล พ่อแม่ต่างมีความยินดีเป็นอย่างมาก ที่ครอบครัวได้รับเกียรตินี้ หลังจากนี้จะนำเหรียญกลับไปให้พ่อแม่ที่เมืองไทยได้ชื่นชม

“ผมอยากจะฝากคนไทยและสังคมไทยที่ซิดนีย์ว่า ให้รักกัน สามัคคีกัน อย่าทำร้ายกัน อย่าทำลายชื่อเสียงประเทศไทย เหนือไปกว่านั้น ขอให้ช่วยเหลือกัน เราคนไทยด้วยกัน หนักนิด เบาหน่อย ขอให้ถือว่าเป็นคนไทยเหมือนกัน” นายณัฐภัทรกล่าว

ด้านนายณัฐพล ขันธหิรัญ กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ กล่าวว่า ถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวไทยและชุมชนไทยในนครซิดนีย์เป็นอย่างยิ่ง ที่มีคนไทยได้สร้างชื่อเสียงและเกียรติประวัติจนได้รับเหรียญกล้าหาญ นอกจากนายณัฐภัทรได้รับการยกย่องแล้ว ยังเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เยาวชนชาวไทยและคนท้องถิ่นในนครซิดนีย์ต่อไป สถานกงสุลไทย ณ นครซิดนีย์ จะจัดเลี้ยงแสดงความยินดีและเชิดชูเกียรติให้อีกครั้งหนึ่ง พร้อมกันนี้อยากให้กรณีของนาย ณัฐภัทรเป็นแบบอย่างในการทำความดีในรูปแบบอื่นได้ เมื่อสังคมชื่นชมจะส่งผลไปถึงครอบครัว และพลอยทำให้ชุมชนไทยได้รับความชื่นชมไปด้วย

สำหรับเหรียญกล้าหาญ “THE BRAVERY MEDAL” (BM) ของประเทศออสเตรเลียที่มอบให้แก่นายณัฐภัทร เป็นเหรียญตราเครื่องหมายและรางวัลสำหรับบุคคลที่มีความกล้าหาญ โดยเข้าให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อื่นขณะตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตราย เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1975 โดยสภาชุมชน ต่อจากนั้นรัฐบาลออสเตรเลีย ได้ตราเป็นเหรียญกล้าหาญชั้นสาม และผู้ที่ได้รับเหรียญกล้าหาญดังกล่าว ยังสามารถใช้อักษรย่อ (BM) ต่อท้ายชื่อตัวเอง เพื่อเชิดชูเกียรติยศวงศ์ตระกูลสืบต่อไปได้ด้วย

ที่มา>>>Thairath

น้ำตาริน

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ารดน้ำขอพรนายสมชายและนาง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ที่พรรคเพื่อไทยจัดขึ้น โดยได้เข้าสวมกอดนางเยาวภา และร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจ ซึ่งภายในงานนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้สไกป์เข้ามาอวยพรสมาชิกพรรคด้วย.

ยิ่งลักษณ์1

ที่มา>>>Thairath

คนร้ายฆ่าข่มขืน ด.ญ.วัย 14 ปี สารภาพสิ้น รับอดใจไม่ไหวเห็นนุ่งสั้น

คนร้ายข่มขืนฆ่า ด.ญ.วัย 14 ปี จนมุมแล้ว ยอมมอบตัวแต่โดยดี ท่ามกลางฝูงชนนับร้อย รอรุมประชาทัณฑ์ สารภาพสิ้น เดินเข้าไปยืมที่ชาร์จแบตมือถือ เห็นน้องนอนเล่นมือถือนุ่งกางเกงขาสั้น อดใจไม่ไหวเกิดอารมณ์ เชือกไนลอนรัดคอ ลงมือข่มขืน

เมื่อวันที่ 6 เมษายน เวลา 16.00 น. วันเดียวกันนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมกับชาวบ้านได้เดินเท้าปูพรมตามแนวป่าแนวเขา ในรัศมีพื้นที่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 3 กม. พร้อมปิดล้อมกดดันคนร้ายตั้งแต่ช่วงเช้าเป็นต้นมา ผลปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ไปพบตัวคนร้ายในสภาพอิดโรยหมดเรี่ยวหมดแรง สวมเสื้อคลุมลายพรางทหาร นุ่งกางเกงขายาวสีดำ หลบซ่อนตัวอยู่ในไร่ข้าวโพด ซึ่งเป็นไร่ของพ่อเด็กหญิงผู้เสียชีวิตเอง อีกทั้งคนร้ายเคยทำงานรับจ้างดูแลไร่ข้าวโพดให้อีกด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คนร้ายออกมายินยอมมอบตัวแต่โดยดี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าควบคุมตัวนำลงมาจากเขาระหว่างทางมีชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างมารอดูโฉมหน้าคนร้ายรายนี้ จนเกือบถูกชาวบ้านและญาติของผู้เสียชีวิตที่ยังอยู่ในอารมณ์โกรธแค้นเข้ามารุมประชาทัณฑ์ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องรีบนำผู้ต้องหาออกจากพื้นที่ทันที ก่อนนำตัวไปสอบสวนเพิ่มเติมที่ สภ.นครไทย แต่ก็ยังมีชาวบ้านจำนวนกว่า 100 คน ติดตามมาเพื่อจะดูตัวผู้ต้องหาที่ สภ.นครไทย ด้วยจนท.คุมตัวผู้ต้องหาออกมาจากไร่ข้าวโพดของพ่อเด็กหญิงผู้เสียชีวิต

เบื้องต้น นายสน หุมเพียง อายุ 45 ปี ชาวบ้าน ต.บ่อโพธิ์ ให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้ลงมือข่มขืนและฆ่ารัดคอผู้เสียชีวิตจริง โดยก่อนเกิดเหตุได้เข้าไปขอยืมที่ชาร์จแบตเตอรี่ในบ้านพักของผู้เสียชีวิต และไปพบ ด.ญ.ส้ม (นามสมมติ) นอนอยู่ในบ้าน กำลังเล่นโทรศัพท์อยู่ ด.ญ.ส้ม ก็บอกให้ไปหยิบได้เลย แต่ระหว่างนั้นนายสนเห็น ด.ญ.ส้ม นุ่งกางเกงขาสั้น เลยเกิดอารมณ์จึงเดินออกไปหยิบเชือกไนลอนสีเขียวจากนอกบ้านมา แล้วเข้ามารัดคอเหยื่อพร้อมกับลงมือกระทำชำเรา

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ประสานแพทย์ รพ.สมเด็จพระยุพราชนครไทย มาตรวจร่างกายของนายสนและเก็บดีเอ็นเอจากกระพุ้งแก้ม ตัดเส้นผม ตัดเล็บ เพื่อไว้เป็นหลักฐานประกอบสำนวนคดี ก่อนที่ตำรวจจะควบคุมตัวนายสนเดินทางไปที่กองบังคับการตำรวจภูธร จ.พิษณุโลก เพื่อแถลงข่าวผลการจับกุมต่อสื่อมวลชนในเวลา 19.00 น. วันนี้ โดยรถควบคุมตัวต้องฝ่าฝูงชนที่ตะโกนสาปแช่งและตะโกนขอดูหน้านายสนชัดๆ จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้าควบคุมสถานการณ์กว่าจะออกจาก สภ.นครไทย ใช้เวลาเกือบ 20 นาที.

ที่มา>>>Thairath

ชาวนาเฒ่าเผาตอซังข้าว เป็นลมล้ม ไฟคลอกดับคาคันนา

เฒ่าชาวนาที่บึงกาฬ ออกไปเผาหญ้าแห้งตอซังข้าวในนา รอฝนมาจะได้หว่านไถตามฤดูกาล แต่หายไปนานไม่ยอมกลับบ้านกินข้าว เมียกับญาติไปพบนอนตายขวางคันนา ถูกไฟไหม้ลามมาคลอกร่าง คาดเป็นลมล้มไปก่อนแล้ว…

วันที่ 5 เม.ย. ร.ต.ท.วิศณุ จันทะคัด ร้อยเวร สภ.โซ่พิสัย อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ ได้รับแจ้งเหตุมีคนถูกไฟคลอกเสียชีวิตอยู่ในทุ่งนาบ้านโซ่ หมู่ 1 ต.โซ่ อ.โซ่พิสัย จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้วรุดไปตรวจที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.กำพล ทันตสุวรรณ ผกก.แพทย์เวร รพ.โซ่พิสัย และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างจุดโซ่พิสัย

พบศพนายผาย ประยูรคำ อายุ 68 ปีชาวบ้านโซ่ สภาพนอนขวางอยู่บนคันนาที่มีหญ้าแห้งหลงเหลือจากการถูกไฟไหม้บางส่วน ผู้ตายสวมกางเกงขายาว เสื้อแขนยาวสวมหมวก มีบาดแผลถูกไฟไหม้ตามลำตัวหลายแห่ง คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 6 ชั่วโมง

สอบสวนนางกวย ตรีรัตน์ อายุ 64 ปี ภรรยาผู้ตายทราบว่า ช่วงเย็นวานนี้ สามีบอกว่าจะออกไปเผาหญ้าแห้งและตอซังข้าวในทุ่งนา เพื่อเตรียมทำนาในฤดูกาลที่จะมาถึง แต่จนค่ำมืดก็ยังไม่เห็นกลับเข้าบ้านมากินข้าว จึงพร้อมกับญาติๆ ออกตามหา และไปพบว่า สามีเสียชีวิตแล้ว

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ขณะที่จุดไฟเผาหญ้าผู้ตายอาจสำลักควันไฟจนล้มลงหมดสติหรืออาจเสียชีวิตคาคันนาไปแล้ว ระหว่างนั้นไฟลุกลามตามกอหญ้าแห้งมาไหม้ตามลำตัวซ้ำอีก หลังส่งชันสูตรตามขั้นตอน จึงมอบศพให้ญาติไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

‘หนุ่มปากน้ำโพ’ปรี่ชกอริกลางสนง.เทศบาล ถูกแทงสวนเจ็บสาหัส

เครดิตภาพจาก:สภ.เมืองนครสวรรค์

หนุ่มใหญ่ชาวปากน้ำโพ วัย 53 ปี ปรี่เข้าไปหาเรื่องชกต่อยคู่อริกลางสำนักงานเทศบาลนครนครสวรรค์ ก่อนใช้เข็มขัดหมายทำร้าย แต่ถูกคู่กรณีคว้ามีดพก แทงสวนกกหูบาดเจ็บ เลือดโชก ก่อนหลบหนี…

เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. วันที่ 5 เม.ย.59 ร.ต.อ.เอกสิทธิ์ พุกสอน รองสาวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองนครสวรรค์ ได้รับแจ้งเหตุทะเลาะวิวาทใช้อาวุธมีดแทง มีคนได้รับบาดเจ็บ ที่ฝ่ายทะเบียนราษฎร ชั้น 1 อาคารสำนักงานเทศบาลนครนครสวรรค์ จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน

ที่เกิดเหตุ พบรอยเลือดกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ ต่อมาได้ไปดูกล้องวงจรปิดในสำนักงานเทศบาลพบว่า ชายวัยกลางคน 2 คน มีปัญหาทะเลาะวิวาทกัน ได้ใช้มีดแทงเข้าบริเวณแก้มซ้าย เลือดได้ไหลออกมาเป็นจำนวนมาก

ต่อมา นายจิตตเกษมณ์ นิโรจน์ธนรัฐ นายกเทศมนตรีนครนครสวรรค์ ได้ลงมาดูที่เกิดเหตุ และติดตามไปดูกล้องวงจรปิด เพื่อหาสาเหตุที่จริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ซึ่งจากภาพวงจรปิด พบว่า ชายเสื้อแดง ทราบชื่อนายนันธ์ บุญเรือง อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 152/14 ถ.สวรรค์วิถี ต.ปากน้ำโพ อ.เมืองนครสวรรค์ เมื่อพบคู่อริ คือชายเสื้อสีขาว ทราบชื่อนายศิริชัย มาลัยทอง ไม่ทราบอายุและที่อยู่ จึงได้เดินเข้าไปชกต่อย ซึ่งก็ใช้เวลาชกต่อยกันอยู่สักพัก นายนันธ์ได้ใช้เข็มขัดเป็นอาวุธในการต่อสู้ จากนั้นนายศิริชัยได้คว้าอาวุธมีดพก แทงเข้าไปข้างกกหูของนายนันธ์ จนได้รับบาดเจ็บ แล้วนายศิริชัยได้หลบหนีไป

เบื้องต้นผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลปากน้ำโพ 1 ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะติดตามตัวนายศิริชัย ผู้ก่อเหตุมาสอบสวนหาข้อเท็จจริง และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

ไอซ์เต็มท้อง ศพยัดกระเป๋า

มูลค่าร่วม10ล. คาดพันยานรก ช็อกตายมาทิ้ง

ตะลึงศพยัดกระเป๋าลอยน้ำในคลองโอ่งอ่างพบยาไอซ์บริสุทธิ์เต็มท้องและทวารหนัก 800 กรัม มี 88 ก้อน มูลค่าเกือบ 10 ล้านบาท ด้าน “ศานิตย์” เรียกประชุมชุดสืบสวนนครบาล พร้อมสืบสวน บก.น.1-9 มอบหมายแบ่งงานลงพื้นที่ ควานหาพยานหลักฐานนอกเหนือจากภาพกล้องวงจรปิด คาดเป็นแก๊งลักลอบขนยาเสพติด ช็อกตายเพื่อนนำมาทิ้ง ลักษณะอาจจะเป็น ชาวพม่า กะเหรี่ยง ชาวม้ง หรือโรฮีนจา

จากกรณีพบศพชายรูปร่างอ้วน หัวเถิก ผิวขาว คาดเป็นชาวเอเชียถูกฆ่ายัดกระเป๋าเดินทางสีดำขนาดใหญ่ ยี่ห้อโบเดียม (Bodium) ขนาดกว้าง 60 ซม. ยาว 90 ซม. ลึก 30 ซม. พร้อมพบบาดแผลกว่า 10 แห่งตามร่างกาย คนร้ายอำพรางทิ้งลงในคลองก่อนลอยไปติดแพกั้นกองขยะในคลองโอ่งอ่าง ท้องที่ สน.สำราญราษฎร์ ศพขึ้นอืดคาดตายมาแล้ว 3 วัน พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น.พร้อมชุดคล่ีคลายคดีรุดตรวจสอบที่เกิดเหตุเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา

คืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 4 เม.ย. ที่ สน.สำราญราษฎร์ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบช.น. พ.ต.อ.บรรลือศักดิ์ ขลิบเงิน รอง ผบก.น.6 พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผกก.3 บก.สส.บช.น. พ.ต.อ.ชุมพล ชาญชนะโยธิน ผกก.สน.สำราญราษฎร์ ผกก.สส.บก.น.1-9 และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.สำราญราษฎร์ เข้าประชุมเร่งรัดคดีฆ่าชาวเอเชียยัดกระเป๋าและเร่งรัดคดีค้างเก่าของทุกพื้นที่ในเขตนครบาล

พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าวว่า สั่งการให้ชุดทำงานลงพื้นที่สืบสวนเร่งรัดคดีเพื่อพิสูจน์หาอัตลักษณ์บุคคลของผู้เสียชีวิตและติดตามหาคนร้าย เบื้องต้นทราบว่าผู้เสียชีวิตเป็นชาวเอเชีย สูงประมาณ 155 ซม. สถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ แจ้งสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากของแข็งมีคม แผลที่ทำให้ถึงชีวิตคือบริเวณลำคอ ตั้งสมมติฐานจุดทิ้งศพไว้ประมาณ 3-4 จุด ในละแวกใกล้เคียงทั้งหมด ส่วนกรณีหวั่นคนร้ายเผ่นหนีไปไกล เพราะก่อเหตุหลายวันแล้วนั้น ขณะนี้ประสานไปทุกพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลแล้ว อยากให้สื่อมวลชนประชาสัมพันธ์กระจายข่าวสารไปยังประชาชนถึงลักษณะรูปพรรณของผู้เสียชีวิต เสื้อผ้าที่บรรจุอยู่ในกระเป๋าที่พบร่างของผู้เสียชีวิต หากรู้ตัวบุคคลที่เสียชีวิตก็สามารถโยงเรื่องราวประเด็นต่างๆนำไปสู่การจับกุมตัวคนร้ายได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าพบวัตถุบางอย่างในลำไส้ของผู้เสียชีวิต อยู่ระหว่างตรวจพิสูจน์ว่า เป็นสิ่งใดและเกี่ยวกับสาเหตุการตายหรือไม่

“จากการตรวจสอบบริเวณโดยรอบที่เกิดเหตุ พบว่ามีกล้องวงจรปิดอยู่ทั่วไป แต่เจ้าหน้าที่ต้องการความชัดเจนก่อนที่จะเปิดเผย สิ่งที่มุ่งเน้นคือพยานหลักฐานนอกเหนือจากภาพกล้องวงจรปิด เรียกเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน บก.น. 1-บก.น.9 และ บก.สส.บช.น. มาประชุมพร้อมมอบหมายงานไปหมดแล้ว ตั้งเวลาคลี่คลายคดีไว้ แต่ไม่ขอเปิดเผยว่ากำหนดไว้กี่วัน สืบสวนทุกตารางนิ้ว เช่น สะพานหัน มีชาวอินเดียอาศัยอยู่มาก สันนิษฐานกว้างๆ ทั้งเรื่องทะเลาะวิวาท เรื่องส่วนตัว เงินกู้ ยาเสพติด หรือสาเหตุอื่นๆ ก่อนเชื่อมโยงเพื่อหาตัวคนร้าย ส่วนถุงสีขาวที่พบบนตัวผู้ตายไม่ใช่น้ำยาดับกลิ่น แต่เป็นแป้งชนิดหนึ่ง ต้องรอผลพิสูจน์ต่อไป เบื้องต้นทราบเพียงไม่ใช่ของผิดกฎหมาย หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ประสานไปยังสถานทูตอินเดีย และสถานทูตต่างๆแล้ว เนื่องจากผู้ตายอาจไม่ใช่่ชาวอินเดีย อย่าเพิ่งด่วนสรุป ขอให้เข้าใจว่าเป็นชาวเอเชีย” พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าว

เบื้องต้นผลชันสูตรศพจากนิติเวช รพ.ตำรวจ พบว่าพบก้อนยาไอซ์บริสุทธิ์ ลักษณะห่อด้วยกระดาษสีน้ำตาล ก่อนพันทับด้วยสก๊อตเทปใสจนเป็นรูปวงรี คล้ายไข่ไก่ กว้าง 1 ซม. ยาว 1 ซม. จำนวน 55 ก้อน มี 1 ก้อนได้แตกจากห่อ ยังพบก้อนยาไอซ์ บริสุทธิ์ก้อนใหญ่กว่าที่พบในท้องศพ มีขนาดเท่าถ่านไฟฉายก้อนใหญ่ จำนวน 3 ก้อน อยู่ในช่องรูทวารหนักผู้ตาย รวมทั้งหมด 58 ก้อน น้ำหนักรวม 800 กรัม มูลค่าประมาณเกือบ 10 ล้านบาท แพทย์นิติเวช รพ.ตำรวจ เจาะเลือดศพไปตรวจสอบว่ามีปริมาณยาเสพติดในกระแสเลือดมากน้อยแค่ไหน ทำให้ทราบว่าก้อนยาไอซ์ในท้องแตกก่อนเสียชีวิตหรือแตกหลังเสียชีวิต รอผล 1 สัปดาห์ นอกจากนี้ผู้ตายจากการตรวจสอบ มีลักษณะอาจจะเป็นชาวพม่า กะเหรี่ยง ชาวม้ง หรือโรฮีนจา ส่วนผงแป้งที่พบในศพกำลังรอผลตรวจจากตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานว่าเป็นผงแป้งทำโรตีหรือยาไอซ์

ที่มา>>>Thairath