ชุมพรแล้งหนัก! น้ำไม่พอทำเกษตร ทุเรียน-มังคุด ยืนต้นตายเกือบพันไร่

ชาวสวนชุมพร โอด ฝนไม่ตก แล้งจัด น้ำในคลองสวีหนุ่มแห้งขอดรอบ 50 ปี ขาดน้ำทำเกษตร ทุเรียน-มังคุด ยืนต้นตายเกือบพันไร่ เดือดร้อนต้องบรรทุกน้ำไปรดเอง เพื่อบรรเทาความเสียหาย ขณะที่นายก อบต.เขาค่าย วอนทุกฝ่ายช่วยเหลือ ก่อนชาวบ้านเปิดศึกแย่งน้ำกัน…

วันที่ 11 พ.ค.59 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจาก นายเทิดศักดิ์ ขนอม นายก อบต.เขาค่าย ว่าขณะนี้ พื้นที่ตำบลเขาค่าย อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นแหล่งปลูกทุเรียนและกาแฟมากเป็นอันดับต้นๆ ของจังหวัด ประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก โดย 5 เดือนที่ผ่านมา ไม่มีฝนตก น้ำในคลองสวีหนุ่ม ที่ชาวบ้านใช้ทำการเกษตร แห้งขอดในรอบ 50 ปี ส่งผลให้ชาวสวนทุเรียนได้รับความเดือดร้อนอย่างมากเกษตรกร ชี้ให้ดู ความเสียหายจากภัยแล้ง

ในพื้นที่ตำบลเขาค่าย ตำบลเขาทะลุ และตำบลนาสัก มีเกษตรกรที่ปลูกทุเรียนกว่าหมื่นไร่ ชาวบ้านได้รับผลกระทบมากกว่า 4,000 ราย ขณะนี้ในพื้นที่มีทุเรียน มังคุด ยืนต้นตายไปแล้วเกือบพันไร่ ทำให้ชาวบ้านต้องนำรถกระบะบรรทุกถังน้ำไปตามจุดที่อบต.แต่ละแห่งเตรียมไว้ให้คลองชลประทานแห้ง

ผลผลิตในสวนชาวบ้าน ที่ ชุมพร ได้รับความเสียหายจากภัยแล้ง

สำหรับ อบต.เขาค่าย ได้ตั้งหัวจ่ายไว้รองรับเกษตรกร 7 หัว เพื่อไม่ให้ชาวบ้านรอนาน เพราะเท่าที่ทราบขณะนี้ เฉพาะในตำบลเขาค่าย มีรถบรรทุกถังน้ำสีฟ้า หรือที่ชาวบ้านเรียกกันสั้นๆ ว่ารถถังประมาณ 200 กว่าคัน หากรวม 3 ตำบล คาดว่าน่าจะมีเกือบ 1,000 คัน ทำให้แหล่งน้ำที่ อบต.เตรียมไว้ไม่เพียงพอ อีกทั้งแหล่งน้ำในตำบลเขาค่าย ก็เหลืออยู่เพียงจุดเดียวเท่านั้น และไม่เกินครึ่งเดือน หากฝนไม่ตกลงมา แหล่งน้ำที่เตรียมไว้ให้เกษตรกร ก็คงแห้งขอดอย่างแน่นอน และปัญหาที่สำคัญคือ อบต.ไม่สามารถนำงบประมาณมาแก้ไขปัญหาได้เท่าที่ควร เพราะติดขัดกับระเบียบการเบิกจ่ายเงินและ สตง.ค่อนข้างเข้มงวดในการตรวจสอบ อีกทั้งจังหวัดชุมพรยังไม่ได้มีการประกาศเป็นพื้นที่ภัยแล้ง จึงขอวิงวอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งช่วยเหลือชาวบ้าน ก่อนที่จะเกิดศึกแย่งน้ำกัน ต้นไม้ยืนต้นตาย เหตุแห้งแล้งจัด ที่ จ.ชุมพร สวนของเกษตรกร เสียหายนับพันไร่แล้ว

ด้าน นายศักดิ์ชัย วัฒนะ อายุ 30 ปี ชาวสวนบ้านเลขที่ 36 ม.8 ต.เขาค่าย เปิดเผยว่า ทุเรียนที่อยู่แปลงหลังบ้านขณะนี้ใบร่วงดอกร่วงเกือบหมดแล้ว ต้องนำรถกระบะไปบรรทุกน้ำมารดต้นทุเรียน เพื่อไม่ให้ยืนต้นตาย สำหรับผลผลิตของทุเรียนเชื่อว่าในปีนี้คงเหลือน้อยอย่างแน่นอน.น้ำไม่พอทำการเกษตร ต้องเร่งสูบน้ำช่วยสวน

ที่มา>>>Thairath

ผญบ.สุโขทัย ไอเดียเจ๋ง หมักขี้หมูทำแก๊สหุงต้ม ไม่ง้อ LPG

ผญบ.หญิง สุโขทัยหัวใส หมักขี้หมูผลิตเป็นไบโอแก๊ส ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ง้อ LPGจ่อเดินท่อแจกจ่ายให้ลูกบ้าน 44 ครัวเรือน ใช้หุงต้ม นำร่องหมู่บ้านปลอดแก๊สปิโตรเลียม 100% แห่งแรกในไทย…

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ บ้านเลขที่ 14/3 ม.9 ต.ป่าแฝก อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย ของนางชมัยภรณ์ ชื่นจิตร อายุ 57 ปี ผู้ใหญ่บ้านหญิง บ้านเสาหิน ม.9 ต.ป่าแฝก อ.กงไกรลาศ หลังทราบว่า ที่บ้านของนางชมัยภรณ์ ติดตั้งถังหมักมูลสัตว์ผลิตไบโอแก๊สเพื่อใช้ในการหุงต้ม แทนการใช้แก๊สปิโตรเลียมหรือแก๊สถัง LPG โดยยึดแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง

นอกจากนี้ยังได้เตรียมต่อท่อแจกจ่ายไบโอแก๊สไปให้ลูกบ้านทั้ง 44 หลัง ในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อรณรงค์ให้เป็นหมู่บ้านปลอดแก๊สปิโตรเลียม 100% แห่งแรกของประเทศไทยอีกด้วย ได้พบกับนางชมัยภรณ์ ชื่นจิตร หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “ผู้ใหญ่มาย” พร้อมด้วย ดร.พิสิษฎ์ มณีโชติ หัวหน้าที่ปรึกษาโครงการพัฒนาพลังงานทดแทนและสิ่งแวดล้อมชุมชน มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก กำลังตรวจสอบอุปกรณ์ถังหมักแก๊สชีวภาพจากมูลสัตว์ ซึ่งติดตั้งไว้บริเวณหลังบ้านมาได้ประมาณ 2 เดือนแล้ว พบว่าสามารถผลิตไบโอแก๊ส เพื่อใช้ในการหุงต้มได้อย่างต่อเนื่อง มีคุณภาพดี ไฟแรง ไม่มีกลิ่น แถมยังประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วย

นางชมัยภรณ์ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ลูกบ้านส่วนใหญ่ในพื้นที่มีอาชีพเลี้ยงหมู มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องกลิ่นเหม็นของขี้หมูและของเสียจากฟาร์มเลี้ยง จนถึงขั้นมีการร้องเรียนเกิดขึ้น ตนในฐานะผู้นำชุมชนจึงนำปัญหาดังกล่าวไปปรึกษากับโครงการหมู่บ้านบริหารจัดการด้านพลังงานทดแทนในฟาร์มเลี้ยงสัตว์อย่างมีประสิทธิภาพควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของชุมชน กระทรวงวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี และ สำนักงานพลังงาน จ.สุโขทัย ซึ่งได้แนะนำให้นำขี้หมูที่เป็นปัญหาเหล่านี้ไปทดลองหมักเพื่อผลิตไบโอแก๊สหรือแก๊สชีวภาพ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้“ขั้นตอนก็ไม่ยุ่งยาก เพียงใช้มูลสัตว์ที่หาได้ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น สุกร วัว ควาย หรือเศษอาหารที่เหลือทิ้ง หมักในถังหมักใช้เวลาประมาณ 3-4 อาทิตย์ ก็สามารถผลิตไบโอแก๊ส ต่อท่อมาใช้สำหรับหุงต้ม ทดแทนการใช้แก๊สปิโตรเลียมหรือแก๊สถัง LPG ได้ นับว่าเป็นการดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง สามารถลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้ หลังจากตนได้ทดลองทำดูเห็นว่ามีประโยชน์ จึงเรียกประชุมลูกบ้านทั้งหมดจำนวน 44 หลังคาเรือน เพื่อรณรงค์ให้หันมาใช้ไบโอแก๊สแทน ขณะนี้ได้เดินท่อจากบ่อหมักหลังบ้านของตนไปยังลูกบ้านทุกหลังแล้ว ซึ่งจะถือว่าเป็นหมู่บ้านปลอดแก๊สปิโตรเลียม หรือแก๊สถัง LPG 100% แห่งแรกของประเทศไทยอีกด้วย” นางชมัยภรณ์ กล่าว ด้าน ดร.พิสิษฎ์ มณีโชติ ที่ปรึกษาโครงการฯ กล่าวเสริมว่า การผลิตแก๊สจากมูลสัตว์ประเภทนี้ เรียกว่า ระบบฝาครอบลอย แก๊สที่ผลิตได้เป็นพลังงานที่ไม่มีวันหมด หากมีการเติมมูลสัตว์, เศษอาหารหรือขยะชุมชนที่ย่อยสลายได้ลงไปในบ่อหมักเป็นประจำ ขณะนี้ มีหลายหน่วยงานให้ความสนใจและเตรียมต่อยอดขยายโครงการผลิตแก๊สจากมูลสัตว์ไปยังหมู่บ้านข้างเคียงแล้ว

อย่างไรก็ตาม ถังหมักมูลสุกรเพื่อผลิตไบโอแก๊ส ใช้หุงต้มในครัวเรือน เตรียมเดินท่อแก๊สแจกจ่ายให้กับลูกบ้านทั้ง 44 ครัวเรือน รณรงค์ให้เป็นหมู่บ้านปลอดแก๊สปิโตรเลียมหรือแก๊สถัง LPG 100% แห่งแรกของประเทศไทย.

ที่มา>>>Thairath

วิกฤติแล้ง! ชาวบ้านหันปลูกพืชใช้น้ำน้อย สร้างรายได้หลักเลี้ยงครอบครัว

วิกฤติภัยแล้ง! กระทบ ชาวนาหันมาปลูกแตงกวาและถั่วฝักยาวพืชที่ใช้น้ำน้อย ทำให้มีรายได้ในช่วงฤดูแล้ง ด้าน เกษตรกร อ.แม่วงก์ ปล่อยผลส้มโอร่วงหล่นเกลื่อนพื้นเพราะขาดน้ำ เคยใช้น้ำประปารดส้มโอ แต่ต้นทุนสูงจนต้องปล่อยทิ้ง…

ปรับตัวสู้ภัยแล้ง หันมาปลูกแตงกวา-ถั่วฝักยาว พืชใช้น้ำน้อยแปลงผักปลูกแตงกวา

เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 59 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบริเวณที่นาว่างเปล่า บ้านไผ่เขียว หมู่ 2 ต.ไผ่ล้อม อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ พบกับ นางวันเพ็ญ กูดไคร้ ชาว ต.ไผ่ล้อม อ.ลับแล ซึ่งเปิดเผยว่า พื้นที่นารอบๆ ไม่มีใครทำนาเนื่องจากเกิดภัยแล้งและไม่มีน้ำ จึงได้รวมกลุ่มกัน 3 คน หันมาปลูกแตงกวา ถั่วฝักยาว และฟักทอง บนพื้นที่กว่า 8 ไร่ พร้อมได้ทำการยกร่องแปลงปลูกผัก และทำร่องน้ำเอาไว้เพื่อรดน้ำในตอนเย็น ประมาณ 3 วันถึงจะสูบน้ำเข้าร่องที่ปลูกแตงกวา ทำให้มีน้ำใช้ตลอดฤดูแล้งนี้ แตงกวาเป็นพืชที่ให้ผลผลิตเร็ว โดยจะมีพ่อค้าแม่ค้าในเมือง จ.อุตรดิตถ์ มารับซื้อถึงที่ จะขายกิโลกรัมละ 15 บาท รวมรายได้ไร่ละประมาณ 50,000 บาท ทำให้มีรายได้หลักในครอบครัว” นางวันเพ็ญกล่าว

เกษตรกร อ.แม่วงก์ ปล่อยส้มโอร่วงหล่นเพราะขาดน้ำ

ขณะที่ เจ้าของสวนส้มโอ ต.แม่วงก์ อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ต้องปล่อยให้ผลส้มโอล่วงหล่นเกลื่อนพื้นภายในสวน หลังไม่สามารถหาน้ำมาใส่สวนส้มโอที่ปลูก นางบุญสร้าง มูลโมก เจ้าของสวนส้มโอ หมู่ที่ 8 ตำบลแม่วงก์ อำเภอแม่วงก์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยใช้น้ำประปาเปิดใช้ในสวนส้มโอ แต่เนื่องจากแบกรับภาระต้นทุนค่าน้ำประปาไม่ไหว จึงต้องหยุดใช้ ทำให้ส้มโอที่ติดผลผลิตเริ่มขาดน้ำจนต้นเหี่ยวเฉาสวนส้มโอ ต.แม่วงก์ อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ล่าสุด ผลส้มโอเริ่มหลุดร่วงลงพื้น ประสบปัญหาการขาดทุนเป็นจำนวนมาก ก่อนหน้านี้เคยเตรียมการรับมือขุดบ่อน้ำจำนวนหลายบ่อไว้ใช้ภายในสวนแล้ว แต่เนื่องจากในพื้นที่ประสบปัญหาแล้งหนัก จนน้ำใต้ดินในบ่อที่ขุดไว้แห้งไม่สามารถสูบขึ้นมาใช้ เบื้องต้นคงต้องรอน้ำฝนที่จะตกลงมาเท่านั้น ซึ่งหากทิ้งช่วงยาวนานอาจส่งผลให้ส้มโอยืนต้นแห้งตาย

ที่มา>>>Thairath