โครงการ ‘ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด’ สำเร็จเกินคาด 8 ปี ชาวโคกตาอิ่มสุขใจ

โครงการปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด ต.โคกตาอิ่ม อ.นางรอง สรุปผลประกอบการ จัดงานขอบคุณลูกค้า หลังได้รับทุนสนับสนุนจาก ธ.ก.ส.ในโครงการ SME เริ่มจัดทำยาวนานกว่า 8 ปี ชาวบ้านสุขใจ ค่าใช้จ่ายปุ๋ยลดลงกว่าครึ่ง อีกทั้งยังมีคุณภาพที่ดีกว่า

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 24 พฤษภาคม 2559 นายสาวิตร เจียมจิระพร นายอำเภอนางรอง จ.บุรีรัมย์ เป็นประธานขอบคุณกลุ่มลูกค้ากลุ่มปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดและสรุปผลประกอบการ ร่วมด้วย นายสมศักดิ์ ทะรารัมย์ ผจก. ธ.ก.ส. อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ พร้อมหัวหน้าหน่วยราชการ นายสาวิตร นายอำเภอนางรอง กล่าวชื่นชมโครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งนโยบายรัฐบาลต้องการให้ชาวบ้านอยู่ในถิ่น ไม่ต้องไปทำงานไกลบ้าน ให้พัฒนาตนเอง ทั้งนี้การเกษตรจะทำให้เราอยู่ได้ตามทฤษฎีการพึ่งพาตนเอง สามารถนำทรัพยากรในท้องถิ่นมาต่อยอดให้เกิดรายได้

นายอุทัย ม่านทอง ผู้ใหญ่บ้านโคกตาอิ่ม ต.ถนนหัก อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ เผยว่าโครงการปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด เริ่มทำตั้งแต่ปี 2552 ประกอบด้วยชาวบ้านในตำบลโคกตาอิ่มเป็นคณะทำงาน ผลิต และนำไปใช้ โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก ธ.ก.ส ในโครงการ SME ซึ่งอาชีพหลักของชาวบ้านได้แก่การทำนา อาชีพรองคือ ปลูกพืชผักสวนครัว ส่วนหนึ่งไว้บริโภคโครงการปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด ต.โคกตาอิ่ม อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์

“ส่วนที่เหลือส่งขายตลาดมีรายได้เพิ่ม เป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ช่วงเดือน ก.พ. – มิ.ย. ของทุกปี ชาวบ้านจะใช้เวลาว่างมาช่วยกันผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด ทำให้เกิดรายได้ค่าจ้างผลิตปุ๋ยต่อวัน 250-300 บาท ปีที่ผ่านมาสามารถผลิตปุ๋ยได้ 5,000 – 6,000 ตัน เป็นเงิน เข้ากลุ่มกว่า 400,000 บาท ในแต่ละปีกลุ่มจะรับซื้อหอยเชอรี่จากเกษตรกร นำมาบดทำน้ำหมักชีวภาพผสมกากน้ำตาลทิ้งไว้ แล้วจึงนำมาทำปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด ขายในราคาต่ำกว่าครึ่งของราคาปุ๋ยทั่วไปตามท้องตลาด”

นางขวัญเรือน อิสระวงค์ ชาวบ้าน ต.โคกตาอิ่ม เผย ใช้ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดใส่ในนาข้าวมาเป็นเวลา 8 ปีแล้ว ก่อนนี้ใช้ปุ๋ยเคมีมีราคาแพงต้องกู้หนี้ยืมสินมาทำนาก่อน หลังเก็บเกี่ยวไม่เหลือเงิน แต่เมื่อมีโครงการเข้าร่วมเป็นสมาชิกผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดของชุมชน ผลผลิตข้าวได้มากกว่าเก่าเกือบเท่าตัว ค่าใช้จ่ายค่าปุ๋ยก็ลดลง จากราคาที่เคยซื้อปุ๋ยตามท้องตลาดราคากว่า 1,000 บาท ซื้อปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดของกลุ่มราคากระสอบละ 400 บาท มีคุณภาพดีกว่า เหลือเงินเก็บในครัวเรือน สามีก็มารับจ้างผลิตปุ๋ยเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง.

ที่มา>>>Thairath

ชาวไทลื้อ จัดประเพณีเลี้ยงผีต้นตระกูล ก่อนเริ่มฤดูเพาะปลูก

ชนชาติพันธุ์ ไทลื้อ หรือ ไตลื้อ ประกอบพิธี เลี้ยงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผีต้นตระกูล วัฒนธรรมชาวล้านนา อ.เวียงแก่น เชียงราย เตรียมการหาสิ่งของเซ่นไหว้ ขอพรช่วงก่อนฤดูการเพาะปลูก และเชื่อว่าจะช่วยให้ราบรื่นในปีต่อๆ ไป

เมื่อตอนสายวันที่ 22 ธ.ค. 59 นายวราวุธ อุสาใจ ผญบ.บ้านดอน หมู่ที่ 3 ต.ปอ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย เปิดเผยว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมา ที่ศาลาอเนกประสงค์หมู่บ้าน ได้ประกอบพิธี เลี้ยงสิ่งศักดิ์สิทธิ์เรียกว่า “ประเพณีฉายหนังแดงเลี้ยงผีหมู่บ้าน“ก่อนจะเริ่มต้นฤดูเพาะปลูกขึ้น ซึ่งเป็นความเชื่อของชาวไทลื้อ หรือไตลื้อที่ อ.เวียงแก่น โดยมี ปชช.ในหมู่บ้านมารวมตัวกันทุกหลังคาเรือน จำนวนกว่า 100 คน โดยนำวัวที่มีชีวิตเป็นตัวมาประกอบพิธีทำการเซ่นบูชา โดยมีผู้สูงอายุในหมู่บ้านเป็นผู้นำประกอบพิธี เพื่อเป็นการขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ได้ช่วยปกปักคุ้มครอง คนในหมู่บ้าน และทำให้การทำมาหากิน และการเกษตรในช่วงปีที่ผ่านมาราบรื่นไปด้วยดี พร้อมกับขอให้ตลอดปีนี้ทั้งปีทำมาหากิน รวมทั้งการเกษตรประสบผลสำเร็จไปด้วยดี

นายวราวุธ กล่าวต่อไปว่าก่อนการจะเริ่มงานต้องได้เตรียมการหาสิ่งของเซ่นไหว้ โดยจะมีกรรมการหมู่บ้านออกระดมทุนในแต่ละหลังคาเรือน โดยใช้วิธีการ “ปั๋นปุ่น” วัฒนธรรมในการแบ่งสรรปันส่วน ของพี่น้องไตลื้อ บ้านปอกลาง อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย การปั๋นปุ่นนั้น ผู้นำจะสอบถามความสมัครใจจากชาวบ้านว่า ใครใคร่จะได้เนื้อวัวไปทำอาหาร เมื่อทราบจำนวนคนแล้ว ก็นำตัวเลขคนที่ต้องการ ไปหารแบ่งจากค่าวัว เช่น ถ้าวัวราคา 8,000 บาท มีผู้ประสงค์ 40 ครอบครัว แต่ละครอบครัวก็จะต้องจ่าย 200 บาทชาวไทลื้อ ประกอบพิธี เลี้ยงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผีต้นตระกูล วัฒนธรรมชาวล้านนา เวียงแก่น เชียงราย เตรียมหาของเซ่นไหว้ ขอพรฤดูเพาะปลูก เชื่อว่าช่วยให้ราบรื่น

” มิใช่แบ่งเพียงแค่ชิ้นเนื้อล้วนๆ แต่ยังรวมถึงเนื้อส่วนอื่นๆ เช่น ผ้าขี้ริ้ว ตับ ไส้ เลือด ขี้เพี้ย ในแต่ละกอง ให้มีปริมาณเท่ากันทุกกอง แม้ปัจจุบัน ทุกหมู่บ้านจะมีเขียงหมู/เนื้อ ขาย แต่ ปีละครั้ง ชาวบ้านที่นี่ก็ยังคงจัดกิจกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง แม้จำนวนหลังคาเรือนในหมู่บ้านจะเพิ่มเป็นหลายร้อยหลังคาเรือน เนื้อที่แบ่งกันได้อาจจะเหลือไม่มาก ก็จะนำมาทำอาหารทานด้วยกัน สร้างความสัมพันธ์อันดีในชุมชนต่อไป” นายวราวุธ กล่าว

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า เป็นความเชื่อของชาวล้านนาทางภาคเหนือ โดยเฉพาะชาว ไทลื้อ หรือไตลื้อ เราจะสืบทอดวัฒฒนธรรม ที่บรรพบุรุษได้สืบทอดกันมา คำว่าผี คือสิ่งที่พวกเราเชื่อว่าเป็นวิญญาณของบรรพบุรุษ ที่ยังเฝ้าติดตามคอยคุ้มครองดูแล ลูกหลาน การระลึกถึงทุกช่วงประเพณี จึงเป็นการตอบแทนพระคุณ อีกอย่างวัฒนธรรมดังกล่าวยังสอดแทรกสอน แนวทางรู้จักแบ่งปันอยู่ร่วมกันและมีความรักสามัคคีของลูกหลานได้เป็นอย่างดี.

ที่มา>>>Thairath

ชุมพรแล้งหนัก! น้ำไม่พอทำเกษตร ทุเรียน-มังคุด ยืนต้นตายเกือบพันไร่

ชาวสวนชุมพร โอด ฝนไม่ตก แล้งจัด น้ำในคลองสวีหนุ่มแห้งขอดรอบ 50 ปี ขาดน้ำทำเกษตร ทุเรียน-มังคุด ยืนต้นตายเกือบพันไร่ เดือดร้อนต้องบรรทุกน้ำไปรดเอง เพื่อบรรเทาความเสียหาย ขณะที่นายก อบต.เขาค่าย วอนทุกฝ่ายช่วยเหลือ ก่อนชาวบ้านเปิดศึกแย่งน้ำกัน…

วันที่ 11 พ.ค.59 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจาก นายเทิดศักดิ์ ขนอม นายก อบต.เขาค่าย ว่าขณะนี้ พื้นที่ตำบลเขาค่าย อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นแหล่งปลูกทุเรียนและกาแฟมากเป็นอันดับต้นๆ ของจังหวัด ประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก โดย 5 เดือนที่ผ่านมา ไม่มีฝนตก น้ำในคลองสวีหนุ่ม ที่ชาวบ้านใช้ทำการเกษตร แห้งขอดในรอบ 50 ปี ส่งผลให้ชาวสวนทุเรียนได้รับความเดือดร้อนอย่างมากเกษตรกร ชี้ให้ดู ความเสียหายจากภัยแล้ง

ในพื้นที่ตำบลเขาค่าย ตำบลเขาทะลุ และตำบลนาสัก มีเกษตรกรที่ปลูกทุเรียนกว่าหมื่นไร่ ชาวบ้านได้รับผลกระทบมากกว่า 4,000 ราย ขณะนี้ในพื้นที่มีทุเรียน มังคุด ยืนต้นตายไปแล้วเกือบพันไร่ ทำให้ชาวบ้านต้องนำรถกระบะบรรทุกถังน้ำไปตามจุดที่อบต.แต่ละแห่งเตรียมไว้ให้คลองชลประทานแห้ง

ผลผลิตในสวนชาวบ้าน ที่ ชุมพร ได้รับความเสียหายจากภัยแล้ง

สำหรับ อบต.เขาค่าย ได้ตั้งหัวจ่ายไว้รองรับเกษตรกร 7 หัว เพื่อไม่ให้ชาวบ้านรอนาน เพราะเท่าที่ทราบขณะนี้ เฉพาะในตำบลเขาค่าย มีรถบรรทุกถังน้ำสีฟ้า หรือที่ชาวบ้านเรียกกันสั้นๆ ว่ารถถังประมาณ 200 กว่าคัน หากรวม 3 ตำบล คาดว่าน่าจะมีเกือบ 1,000 คัน ทำให้แหล่งน้ำที่ อบต.เตรียมไว้ไม่เพียงพอ อีกทั้งแหล่งน้ำในตำบลเขาค่าย ก็เหลืออยู่เพียงจุดเดียวเท่านั้น และไม่เกินครึ่งเดือน หากฝนไม่ตกลงมา แหล่งน้ำที่เตรียมไว้ให้เกษตรกร ก็คงแห้งขอดอย่างแน่นอน และปัญหาที่สำคัญคือ อบต.ไม่สามารถนำงบประมาณมาแก้ไขปัญหาได้เท่าที่ควร เพราะติดขัดกับระเบียบการเบิกจ่ายเงินและ สตง.ค่อนข้างเข้มงวดในการตรวจสอบ อีกทั้งจังหวัดชุมพรยังไม่ได้มีการประกาศเป็นพื้นที่ภัยแล้ง จึงขอวิงวอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งช่วยเหลือชาวบ้าน ก่อนที่จะเกิดศึกแย่งน้ำกัน ต้นไม้ยืนต้นตาย เหตุแห้งแล้งจัด ที่ จ.ชุมพร สวนของเกษตรกร เสียหายนับพันไร่แล้ว

ด้าน นายศักดิ์ชัย วัฒนะ อายุ 30 ปี ชาวสวนบ้านเลขที่ 36 ม.8 ต.เขาค่าย เปิดเผยว่า ทุเรียนที่อยู่แปลงหลังบ้านขณะนี้ใบร่วงดอกร่วงเกือบหมดแล้ว ต้องนำรถกระบะไปบรรทุกน้ำมารดต้นทุเรียน เพื่อไม่ให้ยืนต้นตาย สำหรับผลผลิตของทุเรียนเชื่อว่าในปีนี้คงเหลือน้อยอย่างแน่นอน.น้ำไม่พอทำการเกษตร ต้องเร่งสูบน้ำช่วยสวน

ที่มา>>>Thairath

ชาวบ้านบางระกำ ทุกข์ระทม! ‘แม่น้ำยม’ แห้งขอด ภาวนาขอฝน

แห้งขอด!! ภัยแล้งส่อรุนแรงหลังพบ “แม่น้ำยม” อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก แห้งขอดสนิท ยาวกว่า 20 กิโลเมตร บางจุดมีน้ำขังเพียงเล็กน้อย ชาวบ้านได้แต่ภาวนา หวังจะมีน้ำมาในช่วงหน้าฝนนี้ในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมเพื่อต่อชีวิต…

เมื่อวันที่ 10 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ จ.พิษณุโลก ยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยแม่น้ำยมสายเก่า ที่ไหลผ่านคลองบางแก้วเข้าสู่แม่น้ำยมสายใหม่ ที่ไหลมาจากจังหวัดสุโขทัย ผ่านตัว อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ไม่มีน้ำหลงเหลือเลย ทำให้ชาวบ้านหลายรายต้องใช้วิธีขุดเจาะบ่อบาดาลกลางแม่น้ำยมมาใช้ในชีวิตประจำวัน โดยแม่น้ำยมบางจุดยังมีน้ำขังอยู่บ้าง โดยเฉพาะบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำยม ที่ยังพอเห็นแพชาวบ้านที่ปลูกไว้กลางแม่น้ำ แต่ส่วนใหญ่แห้งขอดตลอดทั้งสาย ระยะทางยาวไม่ต่ำกว่า 20 กิโลเมตรทั้งนี้แม่น้ำยมสายนี้จะไหลสู่ จ.พิจิตร และลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา จ.นครสวรรค์ แต่เมื่อถึงฤดูแล้งในทุกๆ ปี แม่น้ำยมจะแห้งขอด แต่ไม่สนิทและแห้งยาวเหมือนปีนี้ ซึ่งชาวบ้านหวังว่าในฤดูฝนนี้จะมีน้ำมาหล่อเลี้ยงแม่น้ำยม เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้น้ำทางการเกษตรบ้าง ถึงแม้ว่าแต่ละครัวเรือนจะสูบน้ำบาดาลมาใช้เองก็ตาม.

ที่มา>>>Thairath