สืบจากจีพีเอส! เจ้าของร้านรถเช่าตามเจอรถหาย เผยโดนจำนำ-สวมทะเบียนปลอม

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 15 มิ.ย. ที่สถานีตำรวจทางหลวง 2 กองกำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจทางหลวง ต.ชมพู อ.เมือง จ.ลำปาง ร.ต.อ.ปฏิยุทธ ป้องไธสง รองสารวัตรตำรวจทางหลวงลำปาง ควบคุมตัวนายชนาธิป ฤทธิ์เดช อายุ 21 ปี อยู่บ้านเลขที่ 255 หมู่ 9 ต.เหมืองหม้า อ.เมือง จ.แพร่ มาสอบสวน พร้อมยึดรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีขาว ทะเบียน ญฐ 5291 กรุงเทพมหานคร มาตรวจสอบ สืบเนื่องจากได้รับแจ้งจาก น.ส.ศิรินภา บุญเพิ่มพูล อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 152 ม.11 ต.หนองแหย่ง อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ เจ้าของ หจก.มีโชคคาร์เรนท์ ตั้งอยู่ในปั๊ม ปตท.ป่าขาม ถ.ลำปาง-งาว ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง ซึ่งเปิดบริการให้เช่ารถยนต์ว่ารถยนต์ที่เช่าจากร้านของตน เป็นรถเก๋งยี่ห้อมิซซูบิชิ สีขาว ทะเบียน ขฉ 7972 เชียงใหม่ มีผู้มาขอเช่าไป แต่เมื่อครบกำหนดกลับไม่เอารถมาคืน และไม่จ่ายเงินค่าเช่า

น.ส.ศิรินภา กล่าวว่า เมื่อวันที่ 2 ม.ค. นางกิติชา ธีรกุล อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 188/4 หมู่ 8 ต.สูงเม่น อ.สูงเม่น จ.แพร่ มาเช่ารถคันดังกล่าว พร้อมทำสัญญาเช่าวันละ 1,300 บาท แต่เมื่อหมดสัญญากลับไม่นำรถมาคืน และไม่ติดต่อมาเลย กระทั่งวันที่ 26 พ.ค. ตนติดตามรถจากจีพีเอสที่ติดตั้งไว้ ก็พบว่ารถอยู่บริเวณสี่แยกประตูชัย ต.ในเวียง อ.เมือง จ.แพร่ และพบนาชนาธิปเป็นผู้ครอบครองรถ จึงให้นายชนาธิปนำรถไปตกลงพูดคุยกันที่ สภ.เมืองแพร่  โดยนายชนาธิปรับสารภาพว่า รับจำนำรถคันนี้มาในราคา 80,000 บาท จากนั้นขอตัวออกมาโทรศัพท์และขับรถหลบหนีไป น.ส.ศิรินภา กล่าวว่า ต่อมาวันที่ 27 พ.ค. ตนแจ้งความกับ ร.ต.อ.จักรตุลย์ ทองกิ่ง รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองลำปาง ให้ดำเนินคดีกับนางกิติชา ข้อหายักยอกทรัพย์รถเก๋งยี่ห้อมิตซูบิชิ แลนเซอร์ สีขาว ทะเบียน ขฉ 7972 เชียงใหม่ ราคารวม 450,000 บาท จากนั้นได้พยายามติดตามทวงคืนรถ แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้ ต่อมาวันที่ 2 มิ.ย. ไปแจ้งความที่ สภ.เมืองแพร่ ให้ติดตามรถของตนเอง คันที่นายชนาธิปขับหลบหนีไป

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า กระทั่งวันที่ 15 มิ.ย. น.ส.ศิรินภาจับสัญญาณจีพีเอสของรถได้ที่บริเวณถนนสายลำปาง-เชียงใหม่ ทางลงดอยขุนตาล ต.เวียงตาล อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งประสานตำรวจทางหลวงขุนตาลสกัดรถคันดังกล่าวไว้ได้ ก่อนนำมาตรวจสอบที่สถานีตำรวจทางหลวง 2 กองกำกับการ 5 พร้อมประสานเจ้าของรถเข้าร่วมตรวจสอบ เพื่อยืนยันเป็นรถของตนเองที่ให้เช่าไปจริงหรือไม่ โดยน.ส.ศิรินภายืนยันว่าเป็นรถของตน แต่ทะเบียนรถถูกเปลี่ยนจากป้ายทะเบียนเดิม ขฉ 7972 เชียงใหม่ เป็น ญฐ 5291 กรุงเทพมหานคร อย่างไรก็ตาม ป้ายภาษีที่ติดอยู่หน้ารถ ยังเป็นหมายเลขทะเบียนเดิม คาดว่าการป้ายทะเบียนปลอมเพื่อหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงนำส่ง สภ.เมืองลำปาง เพื่อตรวจสอบและสอบสวนผู้เกี่ยวข้องดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

จับแล้ว! คนขับรถบรรทุก ซิ่งเบียดรถตู้ตกร่องถนน อ้างปาดหน้ากันมา

รวบแล้ว คนขับรถเทรลเลอร์ ซิ่งเบียดรถตู้โดยสารอุดรธานี– หนองคาย จนตกร่องกลางถนน ขณะกลับจากส่งสินค้าที่ฝั่งลาว รับสารภาพต่างคนต่างปาดหน้ากันและมีปากเสียงกันก่อนหน้านี้

สืบเนื่องจากกรณีที่มีการแชร์ภาพคลิปรถตู้โดยสารสายอุดรธานี – หนองคาย ถูกรถบรรทุกเทรลเลอร์ขับเบียด จนทำให้รถตู้ที่มีนายเด่น สิงหาญ อายุ 39 ปี เป็นคนขับ และมีผู้โดยสารนั่งมาด้วย 13 คน รวมคนขับเป็น 14 คน เสียหลักตกร่องกลางถนน เหตุเกิดช่วงบ่ายวันที่ 1 มิ.ย.59 บริเวณถนนมิตรภาพหนองคาย-อุดรธานี ช่วงบ้านหนองนกเขียน ต.นาพู่ อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี ตามที่มีการเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด ร.ต.อ.ชวลิต อุปพงษ์ รอง สว.สส.สภ.เพ็ญ จ.อุดรธานี ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน มาประสานกับ นายสมบัติ ฆ้อนทอง หัวหน้าฝ่ายสืบสวนและปราบปรามศุลกากรหนองคาย, ร.ต.ท.กฤตพล เกษตรสุนทร รอง สว.ตม.หนองคาย ตรวจสอบรถบรรทุก ทะเบียน 78-7471 กรุงเทพมหานคร ตัวพ่วง 79-7199 กรุงเทพมหานคร ที่มีนายนารถ เกตุสูงเนิน อายุ 37 ปี เป็นคนขับรถบรรทุกเทรลเลอร์ขนส่งสินค้าให้กับ บริษัท ทีอีซี โลจิสติกส์ จำกัด และช่วงเวลาประมาณ 10.00 น. วันเดียววัน ได้ขับรถบรรทุกนำสินค้าไปส่งยังนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว หลังจากนั้นจึงประสานไปยังเจ้าหน้าที่ด่านภาษี สปป.ลาว (ศุลกากรลาว) ให้ช่วยตรวจสอบ ก็ทราบว่านายนารถได้นำสินค้ามาส่งจริงและจะเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงบ่าย

อย่างไรก็ตาม นายทนงศักดิ์ สุขเสริม เป็นตัวแทนบริษัท ทีอีซี โลจิสติกส์ จำกัด กล่าวเพียงว่า ทางบริษัทใหญ่ที่กรุงเทพฯ ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว และให้มาดูแลอย่างใกล้ชิด ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยในวันเกิดเหตุ นายนารถ ได้ขับรถบรรทุกข้าวมอลต์ มาส่งโรงเบียร์ลาว แล้วตีรถเปล่ากลับกรุงเทพฯ ไปรับชิ้นส่วนรถเก่าจากเกาหลีที่ท่าเรือคลองเตยมาส่งที่นครหลวงเวียงจันทน์ในวันนี้ (3 มิถุนายน)

จนกระทั่งเวลา 17.50 น. นายนารถ เกตุสูงเนิน ได้ขับรถบรรทุกเทรลเลอร์คันดังกล่าว กลับเข้ามาจาก สปป.ลาว ผ่านด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย – ลาว เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าไปแจ้งให้ทราบและเชิญตัวไปให้ปากคำกับ ร.ต.อ.บุญจันทร์ ชัยชาติ รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.เพ็ญ เจ้าของคดี ที่ สภ.เพ็ญนายนารถ เล่าเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุให้ฟังว่า ขณะที่ตนขับรถมาตามถนนทางเลี่ยงเมืองหนองคาย-เวียงจันทน์ มุ่งหน้าเข้าตัวเมืองอุดรธานี ผ่านทางรถไฟมหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย มีการทำถนน จึงบีบช่องทางรถเหลือช่องทางด้านซ้ายเพียงช่องทางเดียว ซึ่งตนได้ขับอยู่ในเลนซ้ายอยู่แล้ว แต่รถตู้คู่กรณีอยู่ในเลนขวาซึ่งรถตู้จะต้องเบี่ยงกลับเข้ามาในเลนซ้าย เนื่องด้วยขับคู่ขนานกันอยู่จึงทำให้รถตู้ไม่สามารถเบี่ยงกลับเข้ามาได้ ตนคิดว่าคงเป็นสาเหตุให้รถตู้ไม่พอใจ

จากนั้นขับมาได้อีกสักระยะหนึ่งช่องทางถนนเป็น 3 เลน ตนได้ขับอยู่ตรงเลนกลาง รถตู้ได้แซงขึ้นมาทางเลนขาวและขับปาดหน้าตน จนทำให้รถของตนเสียหลักจนเกือบไปชนกับรถอีกคันหนึ่งที่วิ่งมาด้านซ้าย ต่อมารถตู้ได้เลี้ยวเข้าปั๊มน้ำมันที่บ้านหนองสองห้อง ตนจึงจอดรถที่ริมถนนแล้วตะโกนถามว่า ทำไมถึงขับรถปาดหน้าตน คนขับรถตู้บอกว่า ไม่ได้ปาดแล้วจะทำไม ตนจึงโมโหมากระหว่างนั้นได้เคลื่อนรถออกไปตามถนน ขับไปเรื่อยๆ จนรถตู้ขับมาใกล้ ตนจึงคิดจะแกล้งและเตือนให้รถตู้รู้ว่าอย่าปาดหน้าคนอื่นอีก

โดยการสะบัดรถ เมื่อจังหวะรถตู้จะเข้ามาใกล้ ที่ผ่านมาถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เมื่อตนแกล้งเตือนสะบัดรถในลักษณะเช่นนี้ รถคู่กรณีก็จะจอดหรือไม่กล้าตามมาอีก แต่คราวนี้รถตู้กลับไม่ยอมจอด ยังจะขับแซงขึ้นมาอีก ตนเลยสะบัดเตือนอีกครั้งแต่คราวนี้เกิดล้อหลังรถบรรทุกเหวี่ยงไปโดนประตูรถตู้ข้างซ้าย ทำให้รถตู้เสียหลักตกร่องกลางถนน แล้วตนก็ขับรถต่อไป

ขณะที่นายปิติพัฒน์ พิทักษ์ทรัพยากร อายุ 61 ปีเจ้าของรถตู้โดยสาร ซึ่งมาให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ด้วย กล่าวว่า ได้สอบชาก่อน ก็เลยมีปากเสียงกัน หลังจากผ่านช่วงที่มีการทำถนนแล้ว รถตู้ได้ทำความเร็วขึ้นแล้วจากเลนขวาแล้วหักเข้าเลนกลาง เนื่องจากรถมีระบบควบคุมความเร็วด้วยจีพีเอส อาจทำให้รถบรรทุกเข้าใจว่ารถตู้จงใจขับปาดหน้า เมื่อรถตู้เลี้ยวเข้าปั๊มน้ำมัน รถบรรทุกก็ถืออาวุธลงรถมาต่อว่ากันอีกแล้วก็ขับจากไป คนขับรถตู้คิดว่าเรื่องจบไปแล้ว จนกระทั่งมาถึงจุดเกิดเหตุก็ถูกรถบรรทุกขับเหวี่ยงมาใส่ จนเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว ซึ่งรถตู้ได้บันทึกภาพจากกล้องหน้ารถไว้เป็นหลักฐานสามารถตรวจสอบได้ โชคดีที่ผู้โดยสารทั้งหมดไม่ได้รับบาดเจ็บ ส่วนรถตู้ก็ยังสามารถนำมาให้บริการรับส่งผู้โดยสารได้ตามเดิม.

ที่มา>>>Thairath