ชาวนาเศร้า ไม่ได้ไถหว่านแรกนาขวัญ! ผ่านวันพืชมงคล ฝนยังไม่ตกเลย

ชาวนาไทยหัวใจแห้งผาก แล้งหนักหนาสาหัสในปีนี้ วันพืชมงคลแรกนาขวัญ ไม่ได้ไถหว่านเอาฤกษ์เอาชัย ข้าวที่แอบปลูกไว้แห้งตายหมด น้ำไม่มีเหลือ ฝนไม่มีมาสักหยด ได้แต่เผานา รอเวลาที่พระพิรุณจะเมตตา…

วันที่ 9 พ.ค. วันพืชมงคล หรือแรกนาขวัญ ที่โบราณถือเป็นวันเข้าสู่ฤดูฝน ชาวนาจะลงนาหว่านข้าว เพราะเชื่อว่าเป็นมงคล ถ้าทำนาในวันนี้ผลผลิตจะได้ดี แต่สำหรับปีนี้นาข้าวทั่วไป มองไปทางไหนก็พบแต่พื้นดินและเศษฟางสีน้ำตาลเต็มไปทั้งท้องทุ่งทุ่งนาสีน้ำตาลที่กำแพงเพชร

ทั้งนี้ที่ จ.กำเพงเพชร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หาชาวนาหว่านข้าวในวันพืชมงคลไม่พบเลย คลองที่น้ำผ่านก็แห้งผาก ท่อพญานาคที่ใช้สูบน้ำ ถูกปล่อยทิ้งไว้ในหญ้ารก จากการสำรวจดูตามท้องทุ่งทั่วไป พบว่าส่วนใหญ่ถูกปล่อยทิ้งร้างไม่มีการเพาะปลูกพืชใดๆ เป็นปีแรกที่วันพืชมงคลชาวนาไม่มีน้ำให้ทำนา ไม่มีการหว่านข้าว ทำให้เป็นวันที่รู้สึกแย่มากของบรรดาชาวนาท่อพญานาคซุกอยู่ในกอหญ้า

คลองแห้งผาก

นายบรรจบ ดวงดี อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ 12 ต.สระแก้ว อ.เมือง จ.กำแพงเพชร ชาวนาอีกรายที่หมดสิทธิ์ทำนาหว่านข้าวในวันพืชมงคล เผยว่า ตนไถนาตากดินมาเดือนเศษแล้ว คาดว่าช่วงนี้จะมีฝนตกลงมาเหมือนกับทุกๆ ปี และจะได้ลงมือหว่านข้าวในวันพืชมงคลเหมือนทุกปีที่เคยทำมา เพราะถือเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ เป็นวันสำคัญของชาวนาไทย แต่ปรากฏว่าปีนี้เป็นปีแรกของวันพืชมงคลที่ไม่ได้หว่านข้าว เพราะฝนไม่ตก น้ำธรรมชาติ รวมทั้งน้ำจากคลองชลประทานซึ่งส่งมาเพื่อการเกษตรไม่มีเลย รู้สึกเสียใจมากที่ปีนี้ไม่ได้ทำนาในวันพืชมงคล ได้แค่มาเดินดูแปลงนาที่ไถตากดินไว้เท่านั้นรวงข้าวที่แห้งตายไปกับต้นข้าว

นอกจากนี้ ที่แย่ไปกว่านั้น ที่ทุ่งนาหมู่ 4 ต.ทรงธรรม อ.เมืองกำแพงเพชร บริเวณที่มีการทำนาปลูกข้าวในบางแปลง พบข้าวกำลังยืนต้นตาย โดยต้นข้าวอายุประมาณเดือนเศษ ความสูงยังไม่ถึงศอก แทบทุกต้นกำลังมีรวงข้าว แต่เมล็ดลีบหมด ยืนต้นรับแสงแดดแผดจ้า บนผืนนาที่แตกระแหง

ส่วนคลองส่งน้ำที่อยู่กับผืนนานี้ ซึ่งปกติไม่เคยแห้ง อย่างน้อยก็ยังพอมีน้ำติดก้นคลองบ้าง และชาวนาใช้น้ำในคลองแห่งนี้ทำนา รวมทั้งสระใหญ่ของชาวบ้านที่ขุดไว้อีก 2 ลูกที่อยู่ใกล้กันซึ่งก็ไม่เคยแห้ง แต่ขณะนี้แห้งผากไม่มีน้ำเหลือติดก้นคลองและก้นสระเลยไถนาไว้รอเมตตาจากพระพิรุณ

ขณะเดียวกัน ที่นาบางแปลงหลังจากที่ต้นข้าวแห้งตายหมดแล้ว เจ้าของนาได้ทำการเผาทิ้ง โดยจะเห็นควันไฟลอยอยู่ทั่วไปจากการเผานา เพื่อเตรียมดินรอฝน ถ้ามีฝนตกลงมาเมื่อไหร่ก็จะได้ลงมือไถและหว่านข้าว แต่สำหรับปีนี้น้ำในคลองไม่มี แม้แต่ฝนก็ยังไม่ตกลงมาเลยสักหยดเดียว แม้จะผ่านวันพืชมงคลไปแล้วก็ตาม.

ที่มา>>>Thairath

พระกรุงเก่าฉุน! ทวงเงินกลับถูกด่า คว้ามีดขอฟันฆราวาสหัวแบะดับอนาถ

พระสงฆ์วัดดัง อ.บางบาล ทวงเงินชาวนาหนุ่มใหญ่หลังยืมไปใช้หนี้พนันบอล แต่ถูกด่ากลับอย่างรุนแรง ฉุนขาดคว้ามีดขอฟันข้อมือ-ศีรษะเป็นแผลฉกรรจ์ เสียชีวิตคาลานวัด พร้อมรอมอบตัว ตร. บอกบันดาลโทสะ

เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 4 พ.ค. 59 ร.ต.อ.สนอง ไผ่งาม รอง สว.สส.สภ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งว่ามีเหตุพระฆ่าคนเสียชีวิต บริเวณลานวัดแห่งหนึ่งใน ต.ไทรน้อย อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา จึงพร้อมด้วย พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา แพทย์เวร รพ.บางบาล และหน่วยกู้ภัยอยุธยารวมใจ รุดไปตรวจสอบ

มีดขอ ของกลาง ที่ใช้ฟันฆราวาส จนเสียชีวิต

ที่เกิดเหตุพบศพ นายฉัตรชัย เพลิดพลาย อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 21 หมู่ 5 ต.ไทรน้อย อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา นอนจมกองเลือดอยู่พื้น มีบาดแผลถูกของมีคมฟันที่ศีรษะเป็นแผลฉกรรจ์หลายแผล ที่ข้อมือขวาถูกฟันขาดห้อยรุ่งริ่ง ใกล้กันพบรถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ ทะเบียน ขกต 867 พระนครศรีอยุธยา ของผู้ตายล้มอยู่ โดยพบ พระประยูร พรหมศรี อายุ 48 ปี พระลูกวัด ยืนถือมีดขอด้ามยาว 1 เมตร เปื้อนเลือด รอมอบตัวกับตำรวจ

ตร.จับอดีตพระสงฆ์ อ้าง บันดาลโทสะฟันชายดับอนาถ เหตุทวงเงินแล้วถูกด่า

สอบสวนทราบว่า พระประยูร บวชมา 8 พรรษา โดยจำวัดอยู่ที่วัดท่าสุทธาวาสอ.บางบาล และย้ายมาอยู่ที่วัดดังกล่าวได้ 2 พรรษา โดย พระประยูร อ้างว่า นายฉัตรชัย มีอาชีพทำนาอยู่ใกล้วัด ชอบเล่นพนันฟุตบอลแล้วเป็นหนี้ มาขอยืมเงิน พอทวงถามกลับถูกด่าว่าหลายครั้ง กระทั่งวันนี้ขณะกวาดลานวัด นายฉัตรชัย ขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาจึงทวงถามถึงหนี้ แต่ถูกผู้ตายด่าว่าอย่างรุนแรงจนเกิดการโต้เถียง ด้วยความโมโหจึงหยิบมีดขอที่วางไว้บนรถเข็นฟันไปที่มือขวาของผู้ตาย และฟันซ้ำไปหลายครั้งจนเสียชีวิต ก่อนจะรอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมกล่าวว่าทำไปเพราะบันดาลโทสะ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะนำตัว พระประยูร ไปสึก และดำเนินคดีต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

วิกฤติแล้ง! ชาวบ้านหันปลูกพืชใช้น้ำน้อย สร้างรายได้หลักเลี้ยงครอบครัว

วิกฤติภัยแล้ง! กระทบ ชาวนาหันมาปลูกแตงกวาและถั่วฝักยาวพืชที่ใช้น้ำน้อย ทำให้มีรายได้ในช่วงฤดูแล้ง ด้าน เกษตรกร อ.แม่วงก์ ปล่อยผลส้มโอร่วงหล่นเกลื่อนพื้นเพราะขาดน้ำ เคยใช้น้ำประปารดส้มโอ แต่ต้นทุนสูงจนต้องปล่อยทิ้ง…

ปรับตัวสู้ภัยแล้ง หันมาปลูกแตงกวา-ถั่วฝักยาว พืชใช้น้ำน้อยแปลงผักปลูกแตงกวา

เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 59 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบริเวณที่นาว่างเปล่า บ้านไผ่เขียว หมู่ 2 ต.ไผ่ล้อม อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ พบกับ นางวันเพ็ญ กูดไคร้ ชาว ต.ไผ่ล้อม อ.ลับแล ซึ่งเปิดเผยว่า พื้นที่นารอบๆ ไม่มีใครทำนาเนื่องจากเกิดภัยแล้งและไม่มีน้ำ จึงได้รวมกลุ่มกัน 3 คน หันมาปลูกแตงกวา ถั่วฝักยาว และฟักทอง บนพื้นที่กว่า 8 ไร่ พร้อมได้ทำการยกร่องแปลงปลูกผัก และทำร่องน้ำเอาไว้เพื่อรดน้ำในตอนเย็น ประมาณ 3 วันถึงจะสูบน้ำเข้าร่องที่ปลูกแตงกวา ทำให้มีน้ำใช้ตลอดฤดูแล้งนี้ แตงกวาเป็นพืชที่ให้ผลผลิตเร็ว โดยจะมีพ่อค้าแม่ค้าในเมือง จ.อุตรดิตถ์ มารับซื้อถึงที่ จะขายกิโลกรัมละ 15 บาท รวมรายได้ไร่ละประมาณ 50,000 บาท ทำให้มีรายได้หลักในครอบครัว” นางวันเพ็ญกล่าว

เกษตรกร อ.แม่วงก์ ปล่อยส้มโอร่วงหล่นเพราะขาดน้ำ

ขณะที่ เจ้าของสวนส้มโอ ต.แม่วงก์ อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ต้องปล่อยให้ผลส้มโอล่วงหล่นเกลื่อนพื้นภายในสวน หลังไม่สามารถหาน้ำมาใส่สวนส้มโอที่ปลูก นางบุญสร้าง มูลโมก เจ้าของสวนส้มโอ หมู่ที่ 8 ตำบลแม่วงก์ อำเภอแม่วงก์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยใช้น้ำประปาเปิดใช้ในสวนส้มโอ แต่เนื่องจากแบกรับภาระต้นทุนค่าน้ำประปาไม่ไหว จึงต้องหยุดใช้ ทำให้ส้มโอที่ติดผลผลิตเริ่มขาดน้ำจนต้นเหี่ยวเฉาสวนส้มโอ ต.แม่วงก์ อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ล่าสุด ผลส้มโอเริ่มหลุดร่วงลงพื้น ประสบปัญหาการขาดทุนเป็นจำนวนมาก ก่อนหน้านี้เคยเตรียมการรับมือขุดบ่อน้ำจำนวนหลายบ่อไว้ใช้ภายในสวนแล้ว แต่เนื่องจากในพื้นที่ประสบปัญหาแล้งหนัก จนน้ำใต้ดินในบ่อที่ขุดไว้แห้งไม่สามารถสูบขึ้นมาใช้ เบื้องต้นคงต้องรอน้ำฝนที่จะตกลงมาเท่านั้น ซึ่งหากทิ้งช่วงยาวนานอาจส่งผลให้ส้มโอยืนต้นแห้งตาย

ที่มา>>>Thairath