เปิดภาพวงจรปิดเห็นนาที 4 โจ๋ล็อก”นศ.สาว”เข้าโรงแรม แฉมอมยาเลิฟ-ปลุกเซ็กซ์

จากคดีสะเทือนใจ น.ส.เอ (นามสมมติ) นศ.สาววัย 19 ปี ถูกคนร้าย 4 คนรุมโทรมจนเสียชีวิตในโรงแรมแห่งหนึ่งย่านบางซื่อ กทม. โดยตำรวจสามาถจับกุมคนร้ายได้ทั้ง 4 คน คือ นายเขตตะวัน วิวัฒนานนท์ อายุ 21 ปี นายคณากร ทองเอม อายุ 19 ปี นายคงกระพัน สังข์มีน้อย อายุ 21 ปี และนายธวัชชัย บุบผามะตะนัง อายุ 28 ปี ซึ่งตำรวจพบว่าผู้ตายอาจโดนมอมยาแล้วถูกล่อลวงไปขืนใจจนเกิดหัวใจวายเสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมา ตามที่นำเสนอข่าวไปนั่น ความคืบหน้า เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 5 ส.ค. ที่สน.บางซื่อ มารดาและญาติของ น.ส.เอ เดินทางเข้าให้ปากคำเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวกับคดีดังกล่าว แต่ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์  เนื่องจากยังทำใจไม่ได้ ต่อมาเวลา 14.00 น. พล.ต.ต.เจริญ ศรีศศลักษณ์ ผบก.น.2 เดินทางมาที่ สน.บางซื่อ เพื่อสอบปากคำและตรวจสอบความเรียบร้อยของคดีดังกล่าว พร้อมเปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ส่งไปฝากขัก ที่ศาลอาญารัชดาเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่คัดค้านการประกันตัว ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุพบว่า ก่อนเกิดเหตุเวลาประมาณเที่ยงคืนวันที่ 2 ส.ค. ผู้ต้องหานัดผู้ตายไปดื่มกินที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง จนเวลาประมาณ 05.44 น. ผู้ต้องหาบางส่วนเดินทางออกมาเปิดโรงแรมในซอยพหลโยธิน11 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. เพื่อใช้ในการก่อเหตุ หลังจากนั้นได้กลับมารับผู้ตายไปที่โรงแรมดังกล่าว จากการสังเกตพบว่าผู้ตายอยู่ในอาการมึนเมา ไม่ได้สติ โดยผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ต้องช่วยกันพยุงเข้าไปในห้องเกิดเหตุ ซึ่งเป็นที่ชี้ชัดว่าผู้ตายถูกล่อลวงมาก่อเหตุ อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยผู้ตายนั้นเพิ่งรู้จักกับ 1 ในกลุ่มคนร้ายเมื่อประมาณวันที่ 1 ส.ค. ก่อนจะนัดมาเจอกัน และลงมือก่อเหตุ จนต่อมาเวลาประมาณ 15.00 น.วันที่ 3 ส.ค. หนึ่งในผู้ที่ก่อเหตุอ้างว่าเป็นแฟนผู้ตายได้แจ้งเจ้าหน้าที่มูลนิธิ ให้เข้าไปช่วยปั๊มหัวใจให้ผู้ตาย พร้อมกับบอกว่าผู้ตายนั้นตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ส่วนผู้ต้องอีก 3 คนไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไล่ตรวจสอบกล้องจนสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ทั้งหมด ในช่วงค่ำของวันที่ 3 ส.ค. วันเดียวกัน แต่ทั้งหมดยังในการปฏิเสธ จนมารับสารภาพในที่สุดในวันที่ 4 ส.ค. เพราะทั้งหมดจำนนต่อหลักฐาน พล.ต.ต.เจริญ กล่าวต่อว่า จากการสอบสวนทราบว่าการก่อเหตุทั้งหมด เป็นการวางแผนของผู้ต้องหาทั้งหมด ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ตาย ส่วนยาที่พบในปากของผู้ตายและการตรวจหาสารเสพติดในร่ายกายของผู้ต้องหานั้นต้องรอผลตรวจจากแพทย์ก่อนว่าเป็นสารอะไร ส่วนผู้ปกครองของผู้ตายนั้นติดใจแค่ว่า ผู้ตายนั้นไม่ได้เสียชีวิตด้วยตัวเอง หรือเป็นการเสียชีวิตผิดธรรมชาติ แค่ในส่วนของคดีความนั้นก็ให้เป็นไปตามกระบวนการ ทั้งนี้ อยากจะฝากไปยังผู้ปกครองและวัยรุ่นโดยเฉพาะผู้หญิง เนื่องจากในปัจจุบันการสื่อสารนั่นถือว่าเป็นเรื่องง่าย โดยเฉพาะในโลกโซเชียล ควรจะระวังคนแปลกหน้าที่เข้ามาพูดคุยด้วย

รายงานข่าวแจ้งว่า น.ส.เอ รู้จักกับนายคณากร ผ่านทางเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 1 ส.ค. จากนั้นติดต่อกันทางมือถือ เฟซบุ๊ก และไลน์ จนมาถึงวันเกิดเหตุนายคณากรนัดผู้ตายผ่านทางเฟซบุ๊กให้มาเจอกันที่ ปากซอยอินทามะระ 7 หลังจากนั้น นายคณากรพาผู้ตายไปซื้อของที่เซเว่น ปากซอยอินทามะระ 9 เมื่อซื้อเสร็จได้พาผู้ตายไปนั่งกินสุราที่ในซอยอินทามะระ 7 โดยมีนายธวัชชัยและนายเขตตะวัน  นั่งกินอยู่ก่อนแล้ว ส่วนนายนายคงกระพันนั้นตามมาที่หลัง ซึ่งสืบทราบภายหลังว่านายคงกระพันไปเปิดห้องพักในโรงแรมที่เกิดเหตุก่อนจะมานั่งกินร่วมกัน

จากนั้นเวลา 06.00 น. ภาพกล้องวงจรปิดจับภาพกลุ่มผู้ต้องหาใช้รถจักรยานยนต์ 2 คันขี่ไปที่โรงแรมที่เกิดเหตุ โดยมีนายธวัชชัยเป็นผู้ขับ ผู้ตายนั่งตรงกลางและมีนายคงกระพันนั่งซ้อนท้าย ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 คน ใช้รถจักรยานยนต์อีก 1 คัน ขับตามกันไป เมื่อถึงโรงแรมที่เกิดเหตุผู้ต้องหาทั้งหมด ช่วยกันนำร่างไม่ได้สติของผู้ตายเข้าไปภายในห้องที่เกิดเหตุ ต่อมาเวลา 07.30 น. พบว่าผู้ต้องหา 3 คนออกมาจากห้องก่อนเหลือเพียงนายคณากร กับผู้ตายอยู่ในห้องเพียง 2 คนเท่านั้น จากนั้นเวลา 15.00 น. นายคณากรได้ปลุกผู้ตาย แต่ผู้ตายไม่ตื่น และพบว่าร่างกายของผู้ตายนั้นเริ่มแข็งตัวแล้ว จึงแจ้งมูลนิธิเข้าช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบปัสสาวะพบสารเสพติดประเภทกัญชาในร่างกายของผู้ต้องหาทั้ง 4 คนด้วย

รายงานข่าวยังพบว่า สารที่อยู่ในปากผู้ตายนั้นเป็นยาปลุกเซ็กส์ ประเภทยาเลิฟ ที่ช่วยให้เกิดอารมณ์ทางเพศ ซึ่งคาดว่าน่าจะได้รับเข้าสู่ร่างกายของผู้ตายมากกว่า 1 เม็ด

นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานคณะทำงานสร้างเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลภาคประชาชน (สยส.) กล่าวว่า ยาเลิฟที่กล่าวมานั้น หากหมายถึงยากลุ่มอัลปราโซแลม ควรจะเรียกว่ายาข่มขืนมากกว่า เนื่องจากยาอัลปราโซแลม เป็นยาที่มีผลต่อจิตประสาท ทำให้คุมสติไม่อยู่ หมดสติ ไม่รู้สึกตัวเลย ซึ่งที่ผ่านมาจะมีการใช้ยากลุ่มนี้ในการหลอกลวงหญิงสาว เพื่อไปข่มขืน โดยมากจะผสมกับน้ำ เนื่องจากไม่มีกลิ่น ไม่มีสี ทำให้สังเกตยาก แต่ปัจจุบันมีการเติมสีเข้าไป เพื่อให้เมื่อละลายน้ำจะสังเกตได้ง่ายขึ้น แต่จนแล้วจนรอดก็ยังมีเหยื่อที่ถูกล่อลวงเช่นนี้อยู่

นพ.พิสนธิ์ กล่าวอีกว่า ตนไม่ทราบว่า ยาที่พบในกรณีของหญิงสาวที่ถูกรุมโทรมนั้น เกิดจากยาชนิดใด แต่หากเป็นยาอัลปราโซแลม ยาตัวนี้จัดเป็นยาที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)ควบคุมอยู่ โดยได้ยกระดับเป็นยาวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ต้องอยู่ในการควบคุม โดยไม่อนุญาตให้จำหน่ายได้ในร้านขายยา ส่วนใหญ่ใช้ในโรงพยาบาล แต่ก็จำกัดการใช้ เนื่องจากยานี้ใช้มากๆทำให้เกิดการติด เหมือนยาเสพติดได้ ส่วนใหญ่จะใช้รักษาอาการคลายเครียด นอนไม่หลับ เป็นต้น แม้จะเป็นยาที่ถูกควบคุม แต่ปัจจุบันก็ยังมีการลักลอบจำหน่าย และพบเห็นอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจริงๆ แล้วยาเหล่านี้หากใช้ถูกวิถีก็รักษาบำบัดโรคได้ แต่กลับถูกนำมาใช้ผิดวิธี กลายเป็นปัญหาอย่างที่พบเห็นในปัจจุบัน

ที่มา>>>ข่าวสด