วิจารณ์สนั่นสึก”พระจิ๋ว”กลางพรรษา ตามพระวินัยแล้วบวชได้หรือไม่!?

วันที่ 18 ส.ค. 59 ในโลกออนลน์ มีการแชร์ภาพ ข่าวภิกษุจิ๋ว พระสงฆ์ที่มีรูปร่างเล็กที่สุดในประเทศไทย หรืออาจจะที่สุดในโลก ถูกคำสั่งจากพระผู้ใหญ่ใน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี ให้ทำการสึกรูปดังกล่าวอย่างสายฟ้าแลบกลางพรรษา เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเรื่องราวดังกล่าว กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารกันสนั่นทั้งในโลกออนไลน์และสื่อต่างๆ  จากกระแสข่าวที่เกิดขึ้น ผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางไปที่ วัดผาสุก ม.11 ต.ปะตง อ.สอยดาว จ.จันทบุรี ภายหลังจากตรวจสอบทราบว่า ภิกษุจิ๋ว หรือ พระเสริมศักดิ์ ธรรมะสโร อายุ 21 ปี ที่ชาวบ้านในพื้นที่รู้จักกันดีในนาม พระตี๋ ไม้สูงเนิน หรือ นายเสริมศักดิ์ ไม้สูงเนิน หรือ “ตี๋ ท่อโต” ซึ่งฉายาจากเพื่อนๆในหมู่บ้านตั้งให้ เคยตกเป็นข่าวดังในสื่อต่างๆเมื่อช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา ด้วยความที่เป็นคนที่มีร่างกายผิดปกติ มีส่วนสูงเพียง 99 ซ.ม. น้ำหนักเพียง 15 กก. สัดส่วนความสูงร่างกาย เท่ากับเด็กอายุ 5-6 ขวบ  พระคล้าย เทวะธรรมโม เจ้าอาวาสวัดผาสุกได้บอกว่า พระตี๋ ลาสิกขาไปแล้วเมื่อวันที่ 16 ส.ค.  ที่ผ่านมา โดยมีพระเลขาของเจ้าอาวาสวัดทับช้าง อ.สอยดาว เป็นผู้ลาสิกขาให้ โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากเป็นคำสั่งของพระผู้ใหญ่ใน อ.สอยดาว ตัวเจ้าอาวาสเองเป็นพระผู้น้อย ไม่สามารถขัดคำสั่งได้ ทั้งนี้ รู้สึกเสียดายและเศร้าใจ ที่บวรพระพุทธศาสนา ต้องขาดพระดีๆไปอีกรูป โดยพระตี๋ หรือ นายเสริมศักดิ์ ไม้สูงเนิน เดิมทีได้เข้าพิธีบรรพชาอุปสมบทที่ วัดทับช้าง ต.ทับช้าง อ.สอยดาว จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 10 ก.ค. เพื่อทดแทนพระคุณ นางแพง ไม้สูงเนิน มารดา โดยมีความตั้งใจว่าจะบวชให้แม่อย่างน้อย 1 พรรษา ซึ่งหลังจากบวชได้เพียงกว่า 1 สัปดาห์ นางแพง มารดาของพระตี๋ ได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันด้วยอาการเจ็บป่วย จากนั้นจึงได้ย้ายมาอยู่วัดผาสุก เพื่อจำพรรษา แต่แล้วได้มีคำสั่งจากพระผู้ใหญ่ใน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี ให้ทำการสึก พระตี๋ อย่างปัจจุบันทันด่วน เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ซึ่งอยู่ในช่วงกลางของการจำพรรษา หลังจาก พระตี๋ บวชได้เพียง 1 เดือนเศษ

โดยพระผู้ใหญ่ ได้ให้เหตุผลอ้างอิงตามพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าได้บัญญัติไว้ว่า จะไม่บรรพชาให้กับผู้ที่เตี้ยเกินไป ถ้าพระอุปัชฌาย์องค์ใดบวชให้ จะผิดพระธรรมวินัยปรับเป็นอาบัติ แต่ถ้าบวชไปแล้วปฏิบัติธรรมได้ ถือเป็นพระได้ แต่ในส่วนของความผิดจะตกกับพระอุปัชฌาย์ อย่างไรก็ตาม พระตี๋ ก็ถือว่าได้บวชเป็นพระตามที่ตั้งใจที่บวชให้พ่อแม่แล้ว แม้จะจะเป็นเวลาแค่เพียงหนึ่งเดือน ไม่ครบพรรษา แต่ถ้าหากมีความตั้งใจจะบวชให้ครบพรรษาก็แนะนำให้ บวชเป็นเณรได้ยึดถือศีล 8 ก็จะทำให้ไม่ขัดต่อ พระธรรมวินัยพระพุทธเจ้า และยังเกิดความศรัทธาเลื่อมใส แก่ชาวพุทธ โดยไม่ต้องมีข้อครหา

ทั้งนี้ นายเสริมศักดิ์ ไม้สูงเนิน หลังจากลาสิกขา ได้กลับมาอยู่ที่บ้านใช้ชีวิตตามปกติ และยังคงเดินทางไปทำบุญที่วัดเกาะผาสุก ทุกวันพระ โดยส่วนตัวตอนนี้สภาพจิตใจดีขึ้น โดยได้รับการให้กำลังใจจากสมาชิกในครอบครัว เพื่อนๆ ชาวบ้านในชุมชน ตลอดจนชาวโซเชียล  อย่างไรก็ตามยังคงรู้เสียดาย ที่ไม่ได้บวชจนครบพรรษาตามที่ตั้งใจไว้  หากพระผู้ใหญ่ท่านให้โอกาส ก็อยากจะกลับไปบวชเป็นพระ ศึกษาพระธรรม ปฏิบัติกิจสงฆ์ครบถ้วนจนครบพรรษาอีกครั้ง

ล่าสุด นายเสริมศักดิ์ยังโพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ระบุอยากให้เรื่องทุกอย่างยุติเพื่อไม่ให้กระทบต่อพระพุทธศาสนา ระบุว่า

ตามที่เรื่องราวของผมเป็นข่าวใหญ่โตมากในช่วง2-3 วันที่ผ่านมา ซึ่งได้มีสำนักข่าว รวมทั้งรายการโทรทัศน์มากมายในประเทศที่ให้ความสนใจในกรณีของผม ผมขอขอบคุณทุกคนที่ให้ความสนใจและเป็นกำลังใจให้ผมมาโดยตลอด  #‎ผมขอให้เรื่องราวทุกอย่างยุติลง‬ ณ บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาและฝ่ายต่างๆ

แม้ว่าผมจะออกมาจากเพศบรรพชิตแล้วแต่ยังคงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและจะปฏิบัติตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไป และขอให้ผลบุญที่ผมได้ปฏิบัติมาตลอดในช่วงเป็นบรรพชิตจงสำเร็จแก่บิดา มารดาตลอดจนทุกท่านครับ

 จากการสอบถามไปยัง รศ.ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์  ประธานโครงการปริญญาโท สาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเกี่ยวกับกรณีนี้ว่า ตามพระธรรมวินัยบัญญัติไว้จริงว่าไม่ให้คนแคระบวช เพราะพระพุทธเจ้าห้ามผู้มีความพิการหรือเป็นโรคติดต่อบวช โดยมีที่มาจากการป้องกันผู้ที่มาบวชเพราะต้องการมารักษา

ที่มา>>>ข่าวสด

เปิดภาพวงจรปิดเห็นนาที 4 โจ๋ล็อก”นศ.สาว”เข้าโรงแรม แฉมอมยาเลิฟ-ปลุกเซ็กซ์

จากคดีสะเทือนใจ น.ส.เอ (นามสมมติ) นศ.สาววัย 19 ปี ถูกคนร้าย 4 คนรุมโทรมจนเสียชีวิตในโรงแรมแห่งหนึ่งย่านบางซื่อ กทม. โดยตำรวจสามาถจับกุมคนร้ายได้ทั้ง 4 คน คือ นายเขตตะวัน วิวัฒนานนท์ อายุ 21 ปี นายคณากร ทองเอม อายุ 19 ปี นายคงกระพัน สังข์มีน้อย อายุ 21 ปี และนายธวัชชัย บุบผามะตะนัง อายุ 28 ปี ซึ่งตำรวจพบว่าผู้ตายอาจโดนมอมยาแล้วถูกล่อลวงไปขืนใจจนเกิดหัวใจวายเสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมา ตามที่นำเสนอข่าวไปนั่น ความคืบหน้า เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 5 ส.ค. ที่สน.บางซื่อ มารดาและญาติของ น.ส.เอ เดินทางเข้าให้ปากคำเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวกับคดีดังกล่าว แต่ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์  เนื่องจากยังทำใจไม่ได้ ต่อมาเวลา 14.00 น. พล.ต.ต.เจริญ ศรีศศลักษณ์ ผบก.น.2 เดินทางมาที่ สน.บางซื่อ เพื่อสอบปากคำและตรวจสอบความเรียบร้อยของคดีดังกล่าว พร้อมเปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ส่งไปฝากขัก ที่ศาลอาญารัชดาเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่คัดค้านการประกันตัว ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุพบว่า ก่อนเกิดเหตุเวลาประมาณเที่ยงคืนวันที่ 2 ส.ค. ผู้ต้องหานัดผู้ตายไปดื่มกินที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง จนเวลาประมาณ 05.44 น. ผู้ต้องหาบางส่วนเดินทางออกมาเปิดโรงแรมในซอยพหลโยธิน11 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. เพื่อใช้ในการก่อเหตุ หลังจากนั้นได้กลับมารับผู้ตายไปที่โรงแรมดังกล่าว จากการสังเกตพบว่าผู้ตายอยู่ในอาการมึนเมา ไม่ได้สติ โดยผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ต้องช่วยกันพยุงเข้าไปในห้องเกิดเหตุ ซึ่งเป็นที่ชี้ชัดว่าผู้ตายถูกล่อลวงมาก่อเหตุ อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยผู้ตายนั้นเพิ่งรู้จักกับ 1 ในกลุ่มคนร้ายเมื่อประมาณวันที่ 1 ส.ค. ก่อนจะนัดมาเจอกัน และลงมือก่อเหตุ จนต่อมาเวลาประมาณ 15.00 น.วันที่ 3 ส.ค. หนึ่งในผู้ที่ก่อเหตุอ้างว่าเป็นแฟนผู้ตายได้แจ้งเจ้าหน้าที่มูลนิธิ ให้เข้าไปช่วยปั๊มหัวใจให้ผู้ตาย พร้อมกับบอกว่าผู้ตายนั้นตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ส่วนผู้ต้องอีก 3 คนไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไล่ตรวจสอบกล้องจนสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ทั้งหมด ในช่วงค่ำของวันที่ 3 ส.ค. วันเดียวกัน แต่ทั้งหมดยังในการปฏิเสธ จนมารับสารภาพในที่สุดในวันที่ 4 ส.ค. เพราะทั้งหมดจำนนต่อหลักฐาน พล.ต.ต.เจริญ กล่าวต่อว่า จากการสอบสวนทราบว่าการก่อเหตุทั้งหมด เป็นการวางแผนของผู้ต้องหาทั้งหมด ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ตาย ส่วนยาที่พบในปากของผู้ตายและการตรวจหาสารเสพติดในร่ายกายของผู้ต้องหานั้นต้องรอผลตรวจจากแพทย์ก่อนว่าเป็นสารอะไร ส่วนผู้ปกครองของผู้ตายนั้นติดใจแค่ว่า ผู้ตายนั้นไม่ได้เสียชีวิตด้วยตัวเอง หรือเป็นการเสียชีวิตผิดธรรมชาติ แค่ในส่วนของคดีความนั้นก็ให้เป็นไปตามกระบวนการ ทั้งนี้ อยากจะฝากไปยังผู้ปกครองและวัยรุ่นโดยเฉพาะผู้หญิง เนื่องจากในปัจจุบันการสื่อสารนั่นถือว่าเป็นเรื่องง่าย โดยเฉพาะในโลกโซเชียล ควรจะระวังคนแปลกหน้าที่เข้ามาพูดคุยด้วย

รายงานข่าวแจ้งว่า น.ส.เอ รู้จักกับนายคณากร ผ่านทางเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 1 ส.ค. จากนั้นติดต่อกันทางมือถือ เฟซบุ๊ก และไลน์ จนมาถึงวันเกิดเหตุนายคณากรนัดผู้ตายผ่านทางเฟซบุ๊กให้มาเจอกันที่ ปากซอยอินทามะระ 7 หลังจากนั้น นายคณากรพาผู้ตายไปซื้อของที่เซเว่น ปากซอยอินทามะระ 9 เมื่อซื้อเสร็จได้พาผู้ตายไปนั่งกินสุราที่ในซอยอินทามะระ 7 โดยมีนายธวัชชัยและนายเขตตะวัน  นั่งกินอยู่ก่อนแล้ว ส่วนนายนายคงกระพันนั้นตามมาที่หลัง ซึ่งสืบทราบภายหลังว่านายคงกระพันไปเปิดห้องพักในโรงแรมที่เกิดเหตุก่อนจะมานั่งกินร่วมกัน

จากนั้นเวลา 06.00 น. ภาพกล้องวงจรปิดจับภาพกลุ่มผู้ต้องหาใช้รถจักรยานยนต์ 2 คันขี่ไปที่โรงแรมที่เกิดเหตุ โดยมีนายธวัชชัยเป็นผู้ขับ ผู้ตายนั่งตรงกลางและมีนายคงกระพันนั่งซ้อนท้าย ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 คน ใช้รถจักรยานยนต์อีก 1 คัน ขับตามกันไป เมื่อถึงโรงแรมที่เกิดเหตุผู้ต้องหาทั้งหมด ช่วยกันนำร่างไม่ได้สติของผู้ตายเข้าไปภายในห้องที่เกิดเหตุ ต่อมาเวลา 07.30 น. พบว่าผู้ต้องหา 3 คนออกมาจากห้องก่อนเหลือเพียงนายคณากร กับผู้ตายอยู่ในห้องเพียง 2 คนเท่านั้น จากนั้นเวลา 15.00 น. นายคณากรได้ปลุกผู้ตาย แต่ผู้ตายไม่ตื่น และพบว่าร่างกายของผู้ตายนั้นเริ่มแข็งตัวแล้ว จึงแจ้งมูลนิธิเข้าช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบปัสสาวะพบสารเสพติดประเภทกัญชาในร่างกายของผู้ต้องหาทั้ง 4 คนด้วย

รายงานข่าวยังพบว่า สารที่อยู่ในปากผู้ตายนั้นเป็นยาปลุกเซ็กส์ ประเภทยาเลิฟ ที่ช่วยให้เกิดอารมณ์ทางเพศ ซึ่งคาดว่าน่าจะได้รับเข้าสู่ร่างกายของผู้ตายมากกว่า 1 เม็ด

นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานคณะทำงานสร้างเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลภาคประชาชน (สยส.) กล่าวว่า ยาเลิฟที่กล่าวมานั้น หากหมายถึงยากลุ่มอัลปราโซแลม ควรจะเรียกว่ายาข่มขืนมากกว่า เนื่องจากยาอัลปราโซแลม เป็นยาที่มีผลต่อจิตประสาท ทำให้คุมสติไม่อยู่ หมดสติ ไม่รู้สึกตัวเลย ซึ่งที่ผ่านมาจะมีการใช้ยากลุ่มนี้ในการหลอกลวงหญิงสาว เพื่อไปข่มขืน โดยมากจะผสมกับน้ำ เนื่องจากไม่มีกลิ่น ไม่มีสี ทำให้สังเกตยาก แต่ปัจจุบันมีการเติมสีเข้าไป เพื่อให้เมื่อละลายน้ำจะสังเกตได้ง่ายขึ้น แต่จนแล้วจนรอดก็ยังมีเหยื่อที่ถูกล่อลวงเช่นนี้อยู่

นพ.พิสนธิ์ กล่าวอีกว่า ตนไม่ทราบว่า ยาที่พบในกรณีของหญิงสาวที่ถูกรุมโทรมนั้น เกิดจากยาชนิดใด แต่หากเป็นยาอัลปราโซแลม ยาตัวนี้จัดเป็นยาที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)ควบคุมอยู่ โดยได้ยกระดับเป็นยาวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ต้องอยู่ในการควบคุม โดยไม่อนุญาตให้จำหน่ายได้ในร้านขายยา ส่วนใหญ่ใช้ในโรงพยาบาล แต่ก็จำกัดการใช้ เนื่องจากยานี้ใช้มากๆทำให้เกิดการติด เหมือนยาเสพติดได้ ส่วนใหญ่จะใช้รักษาอาการคลายเครียด นอนไม่หลับ เป็นต้น แม้จะเป็นยาที่ถูกควบคุม แต่ปัจจุบันก็ยังมีการลักลอบจำหน่าย และพบเห็นอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจริงๆ แล้วยาเหล่านี้หากใช้ถูกวิถีก็รักษาบำบัดโรคได้ แต่กลับถูกนำมาใช้ผิดวิธี กลายเป็นปัญหาอย่างที่พบเห็นในปัจจุบัน

ที่มา>>>ข่าวสด

“แม่อย่าเกลียดโน่นะ”..แม่”จีโน่ ชูทส์”ร่ำไห้เปิดใจข้ามทวีปถึงตอนที่ลูกสารภาพว่าติดยา

จากกรณีอดีตดาราเด็กชื่อดัง จีโน่ ชูทส์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ยอมรับติดยาหนักทั้งกัญชาและโคเคน และกำลังอยู่ระหว่างบำบัดอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ล่าสุด ธนวรรณ ชูทส์ แม่ของจีโน่ เผยกับผู้สื่อข่าวข่าวสดบันเบิงแบบข้ามทวีปว่า “พูดตรงๆว่าแม่ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลยครั้งแรกที่รู้แม่ก็ช็อคไปเหมือนกัน และแม่ยังไม่ได้เห็นข้อความที่จีโน่โพสในเฟส มีเพื่อนมาพูดกับแม่ว่าห้ามโกรธลูก เพราะเขากล้าที่จะไปรักษาตัวเอง เราก็ต้องให้โอกาสเขา อย่าเกลียดลูก อย่าไปด่าลูก ให้อภัยลูก เราเคยพูดกับลูกว่าให้ทำตัวดีอย่าให้เสียชื่อเสียง แม่เป็นคนหัวโบราณ แคร์สังคมทำให้ตอนแรกเขาไม่กล้ามาคุยกับเรา”ถามว่าแม่กับจีโน่สนิทกันแค่ไหน?
แม่จีโน่กล่าวด้วยเสียงสะอื้นไห้ว่า “เรารักลูกมาก ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด จนมีคนบอกว่าแม่รักจีโน่มากกว่าลูกคนอื่นๆอีก เขาเหนื่อยมาตั้งแต่เด็ก เขาเป็นเด็กดี พูดเพราะ บางทีเราพูดจาไม่เพราะกับลูกซะเอง แต่จีโน่ไม่เคยพูดจาไม่ดีกับเรา เวลามีปัญหาเขามักจะคุยกับพ่อมากกว่า ไม่เคยมาปรึกษาแม่ และเรื่องที่เกิดขึ้นพ่อรู้มาตลอดและไม่เคยบอกเรา ปิดบังมาตลอดเพราะกลัวเรารับไม่ได้ “พ่อเขาเป็นคนพาไปรักษา แม่แค่รู้ว่าจีโน่เครียด พักผ่อนน้อย แม่ไม่เคยคิดเลยว่าจีโน่จะยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เพราะเขาไม่เคยแสดงอาการให้เราเห็นเลย ก็มีบ้างที่เขาดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เราก็เตือนเขาเพราะกลัวเขาจะติด ตอนนี้จีโน่ไปรักษาอยู่ในเมืองห่างจากที่พักประมาณ 20 นาที เขาไปได้ประมาณ 4-5 วันแล้ว แม่จะไปเยี่ยมเขากำลังเตรียมทำอาหารไปให้เขา”  “ทราบเรื่องนี้จากจีโน่ เขามาสารภาพเมื่อเช้า โน่บอกว่าสารภาพทุกอย่างลงเฟส แม่ถามว่าเรื่องอะไร โน่บอกแม่อย่าเกลียดโน่นะ แม่ต้องยอมรับในสิ่งที่โน่เป็นนะ ถ้าโน่พูดต่อหน้าแม่ต้องรับไม่ได้แน่ๆ  ตอนนี้โน่ตัดสินใจระบายให้คนอื่นรับรู้ทุกอย่าง บอกว่าเขายุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด พ่อโกหกแค่ว่าเป็นเรื่องแอลกอฮอร์ เขาไม่กล้าพูดต่อหน้าแม่ กลัวแม่จะเครียดจึงตัดสินใจโทรศัพท์มาบอกหลังจากที่เขาไปรักษาเราเป็นห่วงเขามาก”เคยทะเลาะกันรุนแรงมั้ย?
“มีบ้าง เรื่องกลับดึก ไม่รับโทรศัพท์  เคยทะเลาะแล้วโกรธไม่คุยกันหลายวันแต่จีโน่มาง้อแม่ ครอบครัวเราไปปักหลักที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้ 10 ปีแล้ว ตั้งแต่น้องจีโน่ออกจากวงการ เมื่อตอนเขาอายุ 15 ปี ปีนี้อายุย่าง 26 ปี จีโน่เรียนจบด้านทำอาหาร เพื่อทำตามความฝันของแม่ จะได้มีร้านอาหาร จีโน่เคยเป็นผู้ช่วยเชฟ แต่ด้วยงานที่หนัก สุขภาพอ่อนแอจากการทำงานหนักจึงเลิกทำงานนี้แล้ว น้องจีโน่เป็นลูกชายคนโต คนกลางอัลแบร์โต ก็เป็นโรคซึมเศร้า ต้องมาจับเข่าคุยกันแล้ว และนาน่าลูกสาวคนเล็กเรียนเก่ง”

จีโน่มีแฟนมั้ย
“ส่วนเรื่องมีแฟน ตอนโน่เป็นวัยรุ่น 17-18 เขาเคยอกหักร้องไห้ เราก็ร้องไห้ตามลูก ทำใจไม่ได้ คอยกอด ปลอบลูก เคยไปง้อผู้หญิงคนนั้นให้ลูก แต่แม่ไม่อยากให้เขาคบต่างชาติ อนาคตอยู่ยาก”
ถามว่าภูมิใจกับลูกคนนี้แค่ไหน
“ลูกคนนี้เขาสุดยอดมาก ให้อะไรหลายอย่าง จนบางครั้งเคยคิดที่จะตายพร้อมลูก ต่อไปจีโน่เป็นที่พึ่งให้เด็กรุ่นใหม่ เขาเจอกับตัวมาแล้ว เรื่องเขาจะเป็นอุทาหรณ์ให้กับคนอื่น”
ครอบครัวอยากกลับมาอยู่เมืองไทยไหม
“ทุกคนรักเมืองไทยมาก ถ้ามีเงินมากพอก็จะกลับเมืองไทย โดยเฉพาะจีโน่เพราะอยู่ที่นี่เขาเหงา”
จีโน่เคยคิดจะกลับเข้าวงการไหม?
“จีโน่เขาไม่เอาแล้ว มันไม่ใช่ทางของเขา”

ที่มา>>>ข่าวสด

หัวใจแทบวาย! นาทีชีวิตรถ 18 ล้อจอมตบ เบียดรถตู้ตกเกาะกลาง (ชมคลิป)

คลิปวิดีโออุบัติเหตุอุทาหรณ์ของคนใช้รถใช้ถนน ที่ต้องระมัดระวังกันให้ดี หากขับรถเข้าใกล้รถบรรทุกอาจเกิดเหตุไม่คาดฝันถึง คลิปนี้เป็นวินาทีชีวิตที่เกิดขึ้น บนถนนสายหนองคาย-อุดรธานี บริเวณบ้านหนองนกเขียน เมื่อมีรถบรรทุก 18 ล้อขนตู้คอนเทนเนอร์ ขับไปตามถนนอยู่ดีๆ แต่แล้วจู่ๆ คนขับก็ขับส่ายพวงมาลัยไปมา ทำให้ส่วนพ่วงที่เป็นตู้คอนเทนเนอร์ล้ำเส้นแบ่งกลางถนนออกมาอย่างน่าหวาดเสียว โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกไม่โดนรถคันอื่น แต่ครั้งที่ 2 ส่วนพ่วงไปตบเข้ากับรถตู้ที่มีผู้โดยสารเต็มคัน ทำให้รถตู้เสียหลักพลัดลงเกาะกลาง โชคดีที่ไม่มีใครได้รับอันตรายอะไรมาก

คลิปวิดีโอนี้ถูกเผยแพร่โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า Piriyasit Charoensuk ไปยังแฟนเพจชื่อดังหลายเพจ จนมีคนเข้าไปชมนับแสนครั้ง โดยชาวเน็ตส่วนใหญ่คอมเมนต์ว่า คนขับรถบรรทุกควรเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น ขณะที่คนใช้รถเล็กก็ควรเพิ่มความระมัดระวัง เมื่อขับสวนทางหรือเข้าใกล้รถใหญ่รถบรทุกเช่นกัน ขณะที่บางคนก็ได้ตั้งข้อสงสัยว่า อาจเป็นการจงใจของคนขับรถ 18 ล้อก็ได้ เพราะขับส่ายไปมาอย่างน่าหวาดเสียว จนกระทั่งมาเกิดอุบัติเหตุขึ้นจนได้

นอกจากนี้ ทีมข่าวสายตรวจโซเชียล ได้สอบถามไปยัง ร.ต.อ.เอกบุญจันทร์ ไชยชาติ รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เพ็ญ จังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า เบื้องต้นทางผู้ประกอบการรถตู้ได้มาแจ้งความไว้แล้ว ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบทะเบียนรถบรรทุกอยู่ เพื่อจะได้ทราบว่าใครเป็นเจ้าของรถบรรทุกต่อไป

ที่มา>>>Thairath

บุกจับแหล่งผลิตยาลดความอ้วนไม่ผ่าน อย. ทำ นร.หญิง ม.5 เสียชีวิต

ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. ร่วม อย. สสจ.ชลบุรี นำหมายศาลบุกค้นแหล่งผลิตยาลดความอ้วนไม่ผ่าน อย. ขยายผลจาก นร.หญิง ม.5 เมืองนนท์ อาเจียนขณะเข้าแถวก่อนเสียชีวิต ยึดของกลางส่งตรวจสอบเต็มรถสิบล้อ

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 2 มิ.ย. 59 พ.ต.ท.อภิชัย ไลออน รอง ผกก.กก.4 บก.ปคบ. พร้อมด้วยตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ อย. และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี นำหมายของศาลแขวงจังหวัดชลบุรี เข้าตรวจค้น หจก.เนเจอร์ คอส แลบอราทอรี เป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น มีรั้วล้อมรอบ เนื้อที่ประมาณ 80 ตารางวา เลขที่ 99/116 ภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ต.บ้านปึก อ.เมืองชลบุรี โดยมี น.ส.มณษา อังกูรชวะนนท์ อายุ 21 ปี รับเป็นผู้ดูแล พบวัตถุออกฤทธิ์ที่ไม่ผ่าน อย. จำนวนมาก ทั้งที่อยู่ในแคปซูลบรรจุในถุง และที่บรรจุใส่ลังเตรียมส่งออกจำหน่าย เบื้องต้น แจ้งข้อหา 1. มีและจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ทางประสาทประเภท 2 โดยไม่ได้รับอนุญาต 2. ขายยาไม่ได้ขึ้นทะเบียน 3. ผลิตและจำหน่ายอาหารปลอม และ 4. ผลิตและขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมเผยว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 30 พ.ค. ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ น.ส.ตาล (นามสมมติ) อายุ 17 ปี นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี แน่นหน้าอกและอาเจียนอย่างรุนแรงขณะยืนเข้าแถวเคารพธงชาติ ครูรีบนำส่ง รพ. แต่ต่อมาเสียชีวิต (สลด! นร.หญิง ม.5 แน่นหน้าอก-อาเจียนขณะเข้าแถว เสียชีวิต คาดกินยาลดอ้วน)ยาลดความอ้วนจำนวนมากที่ลักลอบผลิตและไม่ผ่านมาตรฐาน อย.

ต่อมา มีการสืบสวนจนทราบว่า น.ส.ตาล ทานยาลดความอ้วนยี่ห้อบิวตี้ชิคค์ ที่สั่งซื้อทางอินเทอร์เน็ต หลังค้นพบในกระเป๋า จึงร่วมกับ อย. และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี วางแผนล่อซื้อและจับกุมผู้ต้องหาที่ขายยาให้กับผู้ตายทางเฟซบุ๊ก ซึ่งอยู่ในพื้นที่ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ก่อนขยายผลมาจับกุมแหล่งผลิตที่บ้านหลังดังกล่าว

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี กล่าวย้ำว่า หากประชาชนสั่งซื้อยาประเภทต่างๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต ควรมีการตรวจสอบฉลากยาก่อนว่ามี อย. หรือไม่ หรือตรวจสอบทางสายด่วน อย. เพื่อความปลอดภัย ส่วนรายละเอียดต่างๆ ในการเข้าตรวจค้นจับกุมได้ของกลางเป็นจำนวนมากครั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่เปิดเผยข้อมูล เนื่องจากต้องนำยาที่ยึดได้ทั้งหมดบรรจุกล่องเกือบเต็มคันรถสิบล้อเข้าไปตรวจสอบในส่วนกลาง และรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบก่อน.

ที่มา>>>Thairath

ม็อบเบลเยียมประท้วงรัดเข็มขัด ทุบหัว ผบ.ตร.บรัสเซลส์ สลบเหมือด

(ภาพ: AFP)

ผู้บัญชาการตำรวจกรุงบรัสเซลส์ถูกทำร้ายจนสลบ ระหว่างนำกำลังออกควบคุมผู้ชุมนุมต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดเมื่อวันอังคาร จนต้องนอนโรงพยาบาล 1 คืน…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ปิแอร์ ฟานเดอร์สมิสเซิน ผู้บัญชาการตำรวจกรุงบรัสเซลส์ เมืองหลวงของประเทศเบลเยียม ถูกผู้ชุมนุมทำร้ายจนสลบ และได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ ระหว่างที่เขาและตำรวจนายอื่นๆ กำลังใช้สเปรย์พริกไทยสกัดกลุ่มผู้ประท้วงเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาปิแอร์ ฟานเดอร์สมิสเซิน ผู้บัญชาการตำรวจกรุงบรัสเซลส์ นอนสลบอยู่บนพื้นถนนในกรุงบรัสเซลส์ (ภาพ: BELGA/AP)

เหตุปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ชุมนุมในกรุงบรัสเซลส์ เกิดขึ้นในช่วงท้ายของการเคลื่อนขบวนประท้วงต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัด ซึ่งมีผู้ออกมาร่วมขบวนกว่า 60,000 คน ตามการเรียกร้องของสหภาพต่างๆ ในเบลเยียม ที่ต่อต้านมาตรการเพิ่มชั่วโมงการทำงานและฐานอายุเกษียณราชการ

ในวันเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจตัดสินใจถอดหมวกออกเพื่อลดความตึงเครียดระหว่างทั้งสองฝ่าย หลังผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนถึงสถานีรถไฟ ‘ยูโรสตาร์’ แต่ผู้ชุมนุมกลับขว้างปาสิ่งของโจมตีเจ้าหน้าที่ ทำให้พวกเขาต้องตอบโต้ด้วยปืนฉีดน้ำแรงดันสูง

ระหว่างนั้น นายฟานเดอร์สมิสเซิน ซึ่งรับหน้าที่ควบคุมความสงบในกรุงบรัสเซลส์ ถูกโดดเดี่ยวระหว่างผู้ประท้วง 2 กลุ่ม ขณะที่เขาพยายามใช้สเปรย์พริกไทยผลักดันผู้ประท้วง จากนั้นเขาก็ถูกทุบที่ศีรษะจากด้านหลังด้วยฝีมือผู้ชุมนุมชายใส่เสื้อเชิ้ตสีแดงและสวมหมวกสีแดง โดยที่ภาพเหตุการณ์ถูกบันทึกเอาไว้ได้ด้วย

หลังเกิดเหตุ นายฟานเดอร์สมิสเซิน ได้รับการปฐมพยาบาลก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยมีรายงานว่า เขาจะสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ในวันพุธภาพวินาทีที่ชายชุดแดงทำร้ายผู้บัญชาการตำรวจกรุงบรัสเซลส์ ถูกเผยแพร่โดยสำนักข่าว ‘BELGA’ (ภาพ: BELGA/AP)

ทั้งนี้ เหตุปะทะที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้บาดเจ็บ 10 คน เป็นผู้ชุมนุม 8 คน ขณะที่มีผู้ถูกจับกุมตัว 20 คน แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช้สมาชิกสหภาพแรงงาน แต่ตำรวจยังคงตามล่าตัวชายชุดแดงซึ่งมีสีประจำสหภาพแรงาน ‘ABVV’ ฝ่ายสังคมนิยม แต่ตำรวจไม่เชื่อว่าชายคนนี้เป็นสมาชิกจริงๆ

อนึ่ง นายฟานเดอร์สมิสเซิน ที่ถูกทำร้าย กำลังเป็นประเด็นถูกโจมตีอย่างหนักในกรุงบรัสเซลส์ โดยมีเพจเฟซบุ๊กเพจหนึ่ง เรียกร้องให้มีการถอดเขาออกจากตำแหน่งตั้งแต่เมื่อเดือนก่อน หลังมีการจับกุมผู้ชุมนุมต่อต้านคนเหยียดเชื้อชาติ ซึ่งรวมถึง นายอเล็กซิส เดสวาเอฟ หัวหน้ากลุ่ม ‘สันนิบาตสิทธิมนุษยชน’ ในเบลเยียม

ที่มา>>>Thairath

ภัยแล้งหรือโรคร้าย! พบลิงเขาวัง เมืองเพชร ตายค้างบนยอดไม้

คนเพชรบุรีตกใจ ไม่เคยเห็น ลิงแสมเขาวังตายค้างอยู่บนต้นไม้จนเน่าเหม็น บอกเคยเห็นแต่ลิงถูกรถชน สงสัยเป็นโรคร้ายแรง หรือว่าตายทนความร้อนแห้งแล้งไม่ไหว วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยตรวจสอบที…

เมื่อช่วงเย็นวันที่ 18 พ.ค.ผู้สื่อข่าว จ.เพชรบุรี ได้รับแจ้งผ่านทางเฟซบุ๊ก ว่าพบลิงแสม ซึ่งเป็นลิงเขาวัง เมืองเพชรบุรี นอนตายอยู่บนยอดไม้ภายในอุทยานเฉลิมพระเกียรติ ร.4 ด้านหน้าเขาวัง จึงไปตรวจสอบ

พบเป็นลิงแสมขนาดโตเต็มวัย ไม่ทราบเพศ สภาพนอนหงายตายอยู่บนง่ามกิ่งไม้สูงจากพื้นประมาณ 2 เมตร ส่งกลิ่นเหม็น คาดว่าตายมาแล้วไม่น้อยกว่า 24 ชม. แต่ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาตรวจสอบลิงตายอยู่บนยอดไม้ บนเขาวัง จ.เพชรบุรี วอน หน่อยงานตรวจสอบสาเหตุ หวั่นเป็นโรคระบาด หรือแค่อากาศร้อนจัด

สอบถามชาวบ้านใกล้เคียงบอกว่า มีคนมาบอกเมื่อตอนเช้าที่ผ่านมาว่าเห็นลิงตายอยู่บนต้นไม้ ให้ช่วยแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการ เพราะส่งกลิ่นเหม็นอย่างรุนแรง อีกทั้งน่าจะต้องมีการตรวจสอบว่า ตายเพราะเหตุใด บาดเจ็บ หรือป่วย หรือเป็นโรคหรือเกิดจากอากาศที่ร้อนอบอ้าวอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง เพราะชาวบ้านไม่เคยเห็นลิงตายในลักษณะนี้ เว้นแต่ลิงที่เกิดอุบัติเหตุหรือโดนรถชนจนเดินไปไหนไม่ได้ และเกรงว่าหากป่วย จะทำให้มีการติดเชื้อต่อไปยังตัวอื่นหรือไม่ เนื่องจากมองดูด้วยตาเปล่า ยังไม่เห็นบาดแผล.

ที่มา>>>Thairath

เพราะโดนใจ! ทหารยืนเรียงแถว ร้องคัฟเวอร์เพลง ‘ขัดใจ’ (ชมคลิป)

เรียกว่า ถูกอกถูกใจชาวเน็ตหลายๆ คน สำหรับคลิปวิดีโอการร้องเพลงคัฟเวอร์เพลง ขัดใจ ของศิลปิน Colorpitch ในเวอร์ชั่นของทหาร คลิปนี้ถูกเผยแพร่โดยแฟนเพจเฟซบุ๊กของ กองพันทหารอากาศโยธิน กองบิน46 พิษณุโลก ระบุว่าข้อความว่า “THE VOICE ก็เถอะครับ เจอ ทหารใหม่ บน. 46 SEASON 1 เดี๋ยวมีภาคต่อแน่นอน รอบนี้ โค๊ชจ่านุ สร้างสรรค์ผลงาน @The Hulk ถ้าถูกใจก็แชร์ไปดูได้เลย”

ในคลิปที่เห็นจะเป็นทหารนั่งเล่นกีตาร์ และมีนายทหารยืนเรียงแถวร้องเพลงคนละท่อน บอกเลยว่า ลีลาการร้องของแต่ละคนไพเราะแตกต่างกันออกไป บางคนร้องเป็นลูกทุ่ง ลูกคอมาเต็ม หรือบางคนร้องเป็นแนวเพื่อชีวิต งานนี้ชาวเน็ตแห่เข้าชมคลิปนี้กว่า 4 หมื่นครั้ง หลายคนเข้ามาชื่นชมในความน่ารักของทหารจำนวนมาก

ด้านทีมข่าวสายตรวจโซเชียล ไทยรัฐออนไลน์ ได้สอบถามไปยัง เรืออากาศตรีเดช เมืองมูล นายทหารประชาสัมพันธ์ กองบิน 46 เปิดเผยว่า คลิปทหารร้องเพลง ขัดใจ เป็นกิจกรรมสันทนาการยามเย็นของทหารกองประจำการ กองบิน46 ซึ่งเป็นทหารใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเมื่อช่วงวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่าน โดยกิจกรรมดังกล่าวจะให้ทหารออกมาร้องเพลง เล่นดนตรี สร้างสีสันความสนุกสนานร่วมกัน
ที่มา>>>Thairath