สลดสาวตุรกีอุ้มลูกร่ำไห้กอดศพ สามีพลัดตกระเบียงโรงแรมหรูกลางกรุงเทพ

ภาพจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

 เมื่อเวลา 00.50 น. วันที่ 13 ธ.ค. ร.ต.อ.ณัฐพล ล่อดงบัง รองสารวัตร(สอบสวน)สน.ลุมพินี  รับแจ้งเหตุชาวต่างชาติพลัดตกจากที่สูงเสียชีวิต ภายในโรงแรมในย่านถนนหลังสวน แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กทม. จึงรุดตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์นิติเวช ร.พ.จุฬาลงกรณ์ และอาสามูลนิธิป่อเต็กตึ๊งภาพจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ภาพจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ที่เกิดเหตุเป็นโรงแรมหรูมีความสูง 36 ชั้น พบมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกั้นไม่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าไปภายในโรงแรมดังกล่าว บริเวณลานด้านหลังโรงแรมพบศพชายชาวต่างชาติทราบชื่อต่อมา นายคาดีร์ เคมัล โอซาน อายุ 31 ปี สัญชาติตุรกี

 สภาพศพนอนหงาย ไม่สวมเสื้อ นุ่งกางเกงบ็อกเซอร์สีฟ้า-ขาว ขาทั้ง 2 ข้างหัก มีเลือดออกทางจมูกและมีบาดแผลถลอกตามแขนซ้าย

ภรรยาสัญชาติเดียวกันอุ้มลูกทารกนั่งร้องไห้เสียใจนอนกอดอยู่ข้างศพ ก่อนเจ้าหน้าที่เก็บหลักฐานที่เกิดเหตุและนำศพส่งสถาบันนิติเวชดำเนินการต่อไป

ร.ต.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เบื้องต้นจากการสอบสวนทราบว่า ผู้ตายและครอบครัวเพิ่งเดินทางมาถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. และเข้าพักที่ห้อง 0507 ชั้น 5 ของโรงแรมดังกล่าวได้เพียง 1 วัน

 ก่อนเกิดเหตุผู้ตายได้พาครอบครัวออกไปเที่ยวช่วงหัวค่ำและมีการดื่มสุราจนมึนเมา ก่อนกลับเข้าห้องพักช่วงเวลาประมาณ 22.00 น. จากนั้นในจังหวะที่ภรรยากำลังนั่งดูลูกอยู่ในห้องพัก ผู้ตายได้ออกมายืนบริเวณริมระเบียงและพลัดตกลงไปด้านล่าง เมื่อภรรยาได้ยินเสียงคล้ายของตกจึงออกมาดูที่ระเบียงห้องก่อนพบว่าสามีพลัดตกลงไปด้านล่าง จึงร้องตะโกนให้เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือแต่พบว่าเสียชีวิตแล้วภาพจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ภาพจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

เบื้องต้นได้แจ้งเจ้าหน้าที่สถานทูตตุรกี และรอสอบปากคำภรรยาผู้เสียชีวิตอย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตต่อไป.

ที่มา>>>ข่าวสด

นาทีคลั่ง!ฝรั่งเลือดโชกไล่ทำร้ายชาวบ้าน-พังร้านเละ ตร.ไล่จับตัวระทึกกลางเมืองพัทยา

เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 18 พ.ย. ร.ต.อ.สนั่น โคตะนนท์ ร้อยเวรสอบสวน สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี รับแจ้งเหตุว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเมาสุราคลุ้มคลั่ง ไล่ทำร้ายชาวบ้านและพังทรัพย์สินได้รับความเสียหาย เหตุเกิดบริเวณหน้าโรงแรมสยามสวัสดี ซอยบัวขาว พัทยากลาง ม.9 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงนำกำลังตำรวจสายตรวจ เข้าระงับเหตุทันที201611181143142-20041019161308เมื่อไปถึงพบนักท่องเที่ยวชายชาวยุโรป อายุประมาณ 40 ปี มีบาดแผลถูกของมีคมทำร้ายที่ข้อมือซ้าย ตามร่างกายและเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนเต็มไปด้วยคราบเลือด อยู่ในอาการเมาสุราและคลุ้มคลั่งวิ่งไล่ทำร้ายชาวบ้านที่เดินผ่านไปมา สร้างความตกใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงวางแผนเข้าไปจับกุมช่วยเหลือ ปรากฎว่าชายต่างชาติได้วิ่งหลบหนีเข้าประตูลานจอดรถร้านฟินดิจ พร้อมกับล็อกประตูเอาไว้ เพื่อไม่ให้ใครเข้าใกล้ ลักษณะระแวงอะไรบางอย่าง201611181143141-20041019161308เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พูดคุยเกลี้ยกล่อม แต่ชายต่างชาติไม่ยอมฟังความใดๆ เอาแต่พังทรัพย์สินชาวบ้านได้รับความเสียหาย ส่งเสียงดังเอะอะโวยวาย โดยไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นฤทธิ์ จากนั้นไม่นานชายต่างชาติเห็นผู้คนอยู่บริเวณนั้นได้วิ่งปรี่เข้าทำร้ายในบาร์เบียร์แห่งหนึ่งใกล้เคียงจุดดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นท่าไม่ดี จึงช่วยหันควบคุมตัวเอาไว้ได้ในที่สุด ก่อนจะนำส่งรพ.เมืองพัทยา ไปรักษาบาดแผลอย่างทุลักทุเล201611181143143-20041019161308สอบถามชาวบ้าน ทราบว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาได้เห็นชายต่างชาตินั่งดื่มกินอยู่ภายในกลุ่มบาร์เบียร์ใกล้เคียงจุดเกิดเหตุ จนกระทั่งช่วงเช้าพบชายคนดังกล่าว สภาพถูกของมีคมทำร้ายเลือดท่วมตัว โดยมีอาการเมาสุราคลุ้มคลั่งอาละวาดไล่พังทรัพย์สิน และทำร้ายชาวบ้านจำนวนหลายคน จึงโทรศัพท์แจ้งตำรวจเข้าระงับเหตุไว้ได้ดังกล่าว201611181143144-20041019161308อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สอบสวนพยานแวดล้อม พร้อมทั้งตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดว่า ชายต่างชาติถูกทำร้ายจนเกิดอาการคลุ้มคลั่ง หรือเมาสุราอาละวาดกันแน่ คงจะต้องรอชายต่างชาติหายเมาและรักษาบาดแผลให้หายดีก่อน เพื่อจะสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป201611181143147-20041019161308-1

ที่มา>>>ข่าวสด

ไฟลุกไม่รู้ตัว!! หนุ่มขี่จยย.ซ้อนแม่ ออกจากปั๊ม พลเมืองดีเรียกจอด-เพลิงเผาวอด

เพิ่งเติมน้ำมันเต็มถัง หนุ่มขี่จยย.ซ้อนแม่ออกมาได้ไม่นาน ไฟลุกไม่รู้ตัว จนพลเมืองดีเรียกจอด บอกไฟไหม้ ตำรวจคาดน้ำมันรั่ว เกิดประกายไฟเผารถ201609191018193-20041020151344เวลา 09.30 น. วันที่ 19 ก.ย. บริเวณหน้าสวนอาหารหนองบัว ถนนสุขุมวิท ต.วังกระจะ อ.เมือง จ.ตราด ศูนย์รับแจ้งเหตุสถานีตำรวจภูธรจังหวัดตราด ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีมีเหตุเพลิงไหม้รถจักรยานยนต์ หลังรับแจ้งจึงประสานตำรวจสายตรวจและเจ้าหน้าที่กู้ภัยตราดเดินทางตรวจสอบเบื้องต้น201609191018197-20041020151344เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุปรากฏว่า เจ้าหน้าที่โรงแรมเหลายา อินแลนด์ รีสอร์ท ได้นำถังดับเพลิงเคมี จำนวน 2 ถัง มาฉีดพ่นดับไฟที่กำลังลุกไหม้รถจักรยานยนต์จนเพลิงสงบแล้ว โดยสภาพรถถูกไฟไหม้เสียหายทั้งคัน เป็นรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า สกู๊ปปี้ไอ หมายเลขทะเบียน กนธ 901 ตราด ทราบชื่อคนขับ คือ นายวสันต์ พันนิล อายุ 24 ปี อยู่ ม.7 ต.คลองใหญ่ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด

201609191018198-20041020151344นายวสันต์ กล่าวว่า ตนเองนั่งมากับแม่จากอำเภอคลองใหญ่ มาหาพี่ชายใน อ.เมือง ตราด จากนั้นตนเองและแม่ได้ขี่รถจักรยานยนต์ไปต่อที่ ต.แสนตุ้ง อ.เขาสมิง จ.ตราด เพื่อไปทำธุระ แต่ตนเองได้แวะเติมน้ำมันที่ปั๊มปตท.หนองบัว จนเต็มถัง และขี่ออกจากปั๊มมาได้เพียง 400 เมตร มีพลเมืองดีคนหนึ่งที่ขี่รถตามหลังมา ได้เรียกให้หยุด พร้อมกับบอกว่า ไฟไหม้รถจักรยานยนต์ โดยที่ตนเองไม่รู้ว่ารถไฟไหม้ ก่อนที่จะลุกลามอย่างรวดเร็วไหม้รถทั้งคัน ซึ่งตนเองยังไม่ทราบสาเหตุของไฟไหม้ในครั้งนี้

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่า น่าจะเกิดจากน้ำมันรั่วลงไปบริเวณเครื่องยนต์รถ จนทำให้เกิดประกายไฟไหม้ลุกลามรถจักรยานยนต์ดังกล่าว201609191018196-20041020151344

ที่มา>>>ข่าวสด

“มาหาปลื้มบ่อยๆนะ” หนุ่มแฟนสาว 19 เหยื่อ 4 โจ๋ทมิฬ…โพสต์อาลัยสุดสะเทือนใจ

จากคดีสะเทือนใจ เมื่อน.ส.ฝ้าย (นามสมมติ) นศ.สาววัย 19 ปีโดนคนร้าย 4 คนรุมโทรมจนเสียชีวิตในโรงแรมแห่งหนึ่งย่านบางซื่อ กทม. โดยตำรวจจับคนร้ายได้ทั้ง 4 คน คือนายเขตตะวัน วิวัฒนานนท์ อายุ 21 ปี นายคณากร ทองเอม อายุ 19 ปี นายคงกระพัน สังข์มีน้อย อายุ 21 ปี และนายธวัชชัย บุบผามะตะนัง อายุ 28 ปี ซึ่งตำรวจพบว่าผู้ตายอาจโดนมอมยาแล้วล่อลวงไปขืนใจจนเกิดหัวใจวายเสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 ส.ค. ล่าสุดวันที่ 8 ส.ค. ชาวเน็ตได้แชร์ข้อความสะเทือนใจ ซึ่ง”ปลื้ม”(นามสมมติ) แฟนหนุ่มของน้องฝ้าย ได้โพสต์ข้อความอาลัยถึงแฟนสาวที่จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ โดย”ปลื้ม”โพสต์ในเฟซบุ๊คว่า “จำไว้นะฝ้าย สุดที่รักของปลื้ม เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป ทั้งความทรงจำทุกอย่างที่เรามีให้กัน ฝ้ายอย่าเสียใจนะๆ ปลื้มจะขอเป็นแฟนของฝ้ายแบบนี้ตลอดไปนะ:( เราจะไม่ทิ้งกันใช่ไหมๆ มาหาปลื้มบ่อยนะๆ และเราจะอยู่ด้วยกัน ทำไรด้วยกันแบบนี้ ตลอดไป TT  นอกจากนี้”ปลื้ม”ระบุว่า “ไม่เหลืออะไรละ ขอเถอะนะเลิกพูดให้ผมเห็นอีกนะ อยากไปอยู่กับมึงวะฝ้าย อยากจะถามมึงมากเลย ทิ้งกูทิ้งครอบครัวไปทำไมTT” และ “ไม่มีอีกแล้ว สายตาคู่นั้นที่ค่อยห่วงใยฉันในวันที่เดียวดาย” โดยเพื่อนๆและชาวเน็ตเข้าไปแสดความเห็นเป็นจำนวนมาก ให้กำลังใจหนุ่มปลื้มฟันฝ่าช่วงเวลาที่โศกเศร้านี้ไปให้ได้

ที่มา>>>ข่าวสด

เปิดภาพวงจรปิดเห็นนาที 4 โจ๋ล็อก”นศ.สาว”เข้าโรงแรม แฉมอมยาเลิฟ-ปลุกเซ็กซ์

จากคดีสะเทือนใจ น.ส.เอ (นามสมมติ) นศ.สาววัย 19 ปี ถูกคนร้าย 4 คนรุมโทรมจนเสียชีวิตในโรงแรมแห่งหนึ่งย่านบางซื่อ กทม. โดยตำรวจสามาถจับกุมคนร้ายได้ทั้ง 4 คน คือ นายเขตตะวัน วิวัฒนานนท์ อายุ 21 ปี นายคณากร ทองเอม อายุ 19 ปี นายคงกระพัน สังข์มีน้อย อายุ 21 ปี และนายธวัชชัย บุบผามะตะนัง อายุ 28 ปี ซึ่งตำรวจพบว่าผู้ตายอาจโดนมอมยาแล้วถูกล่อลวงไปขืนใจจนเกิดหัวใจวายเสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมา ตามที่นำเสนอข่าวไปนั่น ความคืบหน้า เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 5 ส.ค. ที่สน.บางซื่อ มารดาและญาติของ น.ส.เอ เดินทางเข้าให้ปากคำเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวกับคดีดังกล่าว แต่ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์  เนื่องจากยังทำใจไม่ได้ ต่อมาเวลา 14.00 น. พล.ต.ต.เจริญ ศรีศศลักษณ์ ผบก.น.2 เดินทางมาที่ สน.บางซื่อ เพื่อสอบปากคำและตรวจสอบความเรียบร้อยของคดีดังกล่าว พร้อมเปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ส่งไปฝากขัก ที่ศาลอาญารัชดาเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่คัดค้านการประกันตัว ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุพบว่า ก่อนเกิดเหตุเวลาประมาณเที่ยงคืนวันที่ 2 ส.ค. ผู้ต้องหานัดผู้ตายไปดื่มกินที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง จนเวลาประมาณ 05.44 น. ผู้ต้องหาบางส่วนเดินทางออกมาเปิดโรงแรมในซอยพหลโยธิน11 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. เพื่อใช้ในการก่อเหตุ หลังจากนั้นได้กลับมารับผู้ตายไปที่โรงแรมดังกล่าว จากการสังเกตพบว่าผู้ตายอยู่ในอาการมึนเมา ไม่ได้สติ โดยผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ต้องช่วยกันพยุงเข้าไปในห้องเกิดเหตุ ซึ่งเป็นที่ชี้ชัดว่าผู้ตายถูกล่อลวงมาก่อเหตุ อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยผู้ตายนั้นเพิ่งรู้จักกับ 1 ในกลุ่มคนร้ายเมื่อประมาณวันที่ 1 ส.ค. ก่อนจะนัดมาเจอกัน และลงมือก่อเหตุ จนต่อมาเวลาประมาณ 15.00 น.วันที่ 3 ส.ค. หนึ่งในผู้ที่ก่อเหตุอ้างว่าเป็นแฟนผู้ตายได้แจ้งเจ้าหน้าที่มูลนิธิ ให้เข้าไปช่วยปั๊มหัวใจให้ผู้ตาย พร้อมกับบอกว่าผู้ตายนั้นตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ส่วนผู้ต้องอีก 3 คนไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไล่ตรวจสอบกล้องจนสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ทั้งหมด ในช่วงค่ำของวันที่ 3 ส.ค. วันเดียวกัน แต่ทั้งหมดยังในการปฏิเสธ จนมารับสารภาพในที่สุดในวันที่ 4 ส.ค. เพราะทั้งหมดจำนนต่อหลักฐาน พล.ต.ต.เจริญ กล่าวต่อว่า จากการสอบสวนทราบว่าการก่อเหตุทั้งหมด เป็นการวางแผนของผู้ต้องหาทั้งหมด ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ตาย ส่วนยาที่พบในปากของผู้ตายและการตรวจหาสารเสพติดในร่ายกายของผู้ต้องหานั้นต้องรอผลตรวจจากแพทย์ก่อนว่าเป็นสารอะไร ส่วนผู้ปกครองของผู้ตายนั้นติดใจแค่ว่า ผู้ตายนั้นไม่ได้เสียชีวิตด้วยตัวเอง หรือเป็นการเสียชีวิตผิดธรรมชาติ แค่ในส่วนของคดีความนั้นก็ให้เป็นไปตามกระบวนการ ทั้งนี้ อยากจะฝากไปยังผู้ปกครองและวัยรุ่นโดยเฉพาะผู้หญิง เนื่องจากในปัจจุบันการสื่อสารนั่นถือว่าเป็นเรื่องง่าย โดยเฉพาะในโลกโซเชียล ควรจะระวังคนแปลกหน้าที่เข้ามาพูดคุยด้วย

รายงานข่าวแจ้งว่า น.ส.เอ รู้จักกับนายคณากร ผ่านทางเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 1 ส.ค. จากนั้นติดต่อกันทางมือถือ เฟซบุ๊ก และไลน์ จนมาถึงวันเกิดเหตุนายคณากรนัดผู้ตายผ่านทางเฟซบุ๊กให้มาเจอกันที่ ปากซอยอินทามะระ 7 หลังจากนั้น นายคณากรพาผู้ตายไปซื้อของที่เซเว่น ปากซอยอินทามะระ 9 เมื่อซื้อเสร็จได้พาผู้ตายไปนั่งกินสุราที่ในซอยอินทามะระ 7 โดยมีนายธวัชชัยและนายเขตตะวัน  นั่งกินอยู่ก่อนแล้ว ส่วนนายนายคงกระพันนั้นตามมาที่หลัง ซึ่งสืบทราบภายหลังว่านายคงกระพันไปเปิดห้องพักในโรงแรมที่เกิดเหตุก่อนจะมานั่งกินร่วมกัน

จากนั้นเวลา 06.00 น. ภาพกล้องวงจรปิดจับภาพกลุ่มผู้ต้องหาใช้รถจักรยานยนต์ 2 คันขี่ไปที่โรงแรมที่เกิดเหตุ โดยมีนายธวัชชัยเป็นผู้ขับ ผู้ตายนั่งตรงกลางและมีนายคงกระพันนั่งซ้อนท้าย ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 คน ใช้รถจักรยานยนต์อีก 1 คัน ขับตามกันไป เมื่อถึงโรงแรมที่เกิดเหตุผู้ต้องหาทั้งหมด ช่วยกันนำร่างไม่ได้สติของผู้ตายเข้าไปภายในห้องที่เกิดเหตุ ต่อมาเวลา 07.30 น. พบว่าผู้ต้องหา 3 คนออกมาจากห้องก่อนเหลือเพียงนายคณากร กับผู้ตายอยู่ในห้องเพียง 2 คนเท่านั้น จากนั้นเวลา 15.00 น. นายคณากรได้ปลุกผู้ตาย แต่ผู้ตายไม่ตื่น และพบว่าร่างกายของผู้ตายนั้นเริ่มแข็งตัวแล้ว จึงแจ้งมูลนิธิเข้าช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบปัสสาวะพบสารเสพติดประเภทกัญชาในร่างกายของผู้ต้องหาทั้ง 4 คนด้วย

รายงานข่าวยังพบว่า สารที่อยู่ในปากผู้ตายนั้นเป็นยาปลุกเซ็กส์ ประเภทยาเลิฟ ที่ช่วยให้เกิดอารมณ์ทางเพศ ซึ่งคาดว่าน่าจะได้รับเข้าสู่ร่างกายของผู้ตายมากกว่า 1 เม็ด

นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานคณะทำงานสร้างเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลภาคประชาชน (สยส.) กล่าวว่า ยาเลิฟที่กล่าวมานั้น หากหมายถึงยากลุ่มอัลปราโซแลม ควรจะเรียกว่ายาข่มขืนมากกว่า เนื่องจากยาอัลปราโซแลม เป็นยาที่มีผลต่อจิตประสาท ทำให้คุมสติไม่อยู่ หมดสติ ไม่รู้สึกตัวเลย ซึ่งที่ผ่านมาจะมีการใช้ยากลุ่มนี้ในการหลอกลวงหญิงสาว เพื่อไปข่มขืน โดยมากจะผสมกับน้ำ เนื่องจากไม่มีกลิ่น ไม่มีสี ทำให้สังเกตยาก แต่ปัจจุบันมีการเติมสีเข้าไป เพื่อให้เมื่อละลายน้ำจะสังเกตได้ง่ายขึ้น แต่จนแล้วจนรอดก็ยังมีเหยื่อที่ถูกล่อลวงเช่นนี้อยู่

นพ.พิสนธิ์ กล่าวอีกว่า ตนไม่ทราบว่า ยาที่พบในกรณีของหญิงสาวที่ถูกรุมโทรมนั้น เกิดจากยาชนิดใด แต่หากเป็นยาอัลปราโซแลม ยาตัวนี้จัดเป็นยาที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)ควบคุมอยู่ โดยได้ยกระดับเป็นยาวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ต้องอยู่ในการควบคุม โดยไม่อนุญาตให้จำหน่ายได้ในร้านขายยา ส่วนใหญ่ใช้ในโรงพยาบาล แต่ก็จำกัดการใช้ เนื่องจากยานี้ใช้มากๆทำให้เกิดการติด เหมือนยาเสพติดได้ ส่วนใหญ่จะใช้รักษาอาการคลายเครียด นอนไม่หลับ เป็นต้น แม้จะเป็นยาที่ถูกควบคุม แต่ปัจจุบันก็ยังมีการลักลอบจำหน่าย และพบเห็นอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจริงๆ แล้วยาเหล่านี้หากใช้ถูกวิถีก็รักษาบำบัดโรคได้ แต่กลับถูกนำมาใช้ผิดวิธี กลายเป็นปัญหาอย่างที่พบเห็นในปัจจุบัน

ที่มา>>>ข่าวสด

สุดเศร้าเผา‘น้องแจน’แฟนหนุ่มออสซี่ร่วมอาลัย ขนลุก!วิญญาณคนรักมากระซิบข้างหู

จากคดีสะเทือนขวัญเมืองสารคาม คนร้ายลวงสังหารน.ส.รุจิษยา หรือแจน อมรศรีรัตนชัย อายุ 23 ปี ลูกสาวนายสมชาติ อมรศรีรัตนชัย หรือ “เล็ก สารคาม” เซียนพระชื่อดัง ทิ้งศพบริเวณพงหญ้าข้างถนนบายพาสรอบเมืองมหาสารคาม โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่ผ่านมา ต่อมาตำรวจจับกุมนายศักดา ประเสิร์ฐสังข์ ผู้ต้องหาฆ่าน.ส.รุจิษยา โดยอ้างแค้นผู้ตายทวงเงิน เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและข้อหาลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะในเวลากลางคืน รวมสองข้อหา ภายหลังตำรวจนำไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพแล้ว ส่งฝากขังที่ศาลจังหวัดมหาสารคาม 12 วัน โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ตามเสนอข่าวไปแล้วนั้น ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 25 ก.ค. ที่วัดโพธิ์ศรี ต.ตลาด อ.เมือง จ.มหาสารคาม สถานที่ประกอบพิธีฌาปนกิจศพ น.ส.รุจิษยา อมรศรีรัตนชัย หรือ แจน มีญาติและคนรู้จักกันมาร่วมไว้อาลัยหลายร้อยคน โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า บุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงมาร่วมพิธี อาทิ นายทรงศักดิ์ แพเจริญ อดีตอธิบดีกรมทางหลวง นพ.กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ นายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม พ.ต.อ.อุดมศักดิ์ เปลี่ยนขำ อดีตผกก.สภ.เมืองมหาสารคาม สมาชิกชมรมพระเครื่องจังหวัดมหาสารคาม และหลายจังหวัดในภาคอีสาน เป็นต้น ภายหลังพระเทพสิทธาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม บรรยายธรรมเสร็จสิ้นลง เริ่มพิธีบังสุกุล และก่อนประกอบพิธีวางดอกไม้จันทน์ไว้อาลัยให้ผู้วายชนม์   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมานูเอล ฟาร์ดูลี่ หรือ “แมนนี่” แฟนหนุ่มของน้องแจน บินด่วนจากประเทศออสเตรเลีย มาร่วมเผาศพของแฟนสาวด้วย โดยนายมานูเอลมีสีหน้าที่เศร้าโศกตลอดเวลา ก่อนจะเปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า มีความตั้งใจมาเที่ยวบ้านน้องแจนนานแล้วหลังคบหากันมาได้ระยะเวลาหนึ่ง แต่ยังไม่มีเวลา ซึ่งตนต้องการมารู้จักกับครอบครัวของเธอ อยากรู้วิถีชีวิตของเธอที่บ้านเกิด ซึ่งน้องแจนก็ชวนให้มา แต่เมื่อมาแล้วกลับไม่มีเธอ ตนเศร้าใจมาก และวันนี้ถึงเธอจะจากไปแล้ว แต่เธอจะยังคงอยู่ในความทรงจำของตนตลอดไป  หลังจากแฟนหนุ่มน้องแจนกล่าวความในใจเสร็จสิ้นลง ผู้มาร่วมงาน รวมทั้งนายมานูเอล ฟาร์ดูลี่ ทยอยขึ้นไปวางดอกไม้จันทน์ โดยทางญาติเตรียมร่มกันฝนจำนวนมากมอบให้ญาติมิตรที่มาร่วมพิธี นายสมชาติ อมรศรีรัตนชัย หรือ เล็ก สารคาม บิดาน้องแจน กล่าวว่า สำหรับคดีความเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย ตามพยานหลักฐาน สำหรับน้องแจนมีกำหนดจะเดินทางกลับออสเตรเลีย ใน 3-4 เดือนข้างหน้า ช่วงที่มาเยี่ยมบ้าน ก็ขออนุญาติพ่อ-แม่ไปทำงานร้านกาแฟเพื่อหารายได้ให้ตนเอง ซึ่งตนก็สนับสนุนให้รู้จักทำงานหาเงินงานทุกอย่างที่สุจริต ซึ่งน้องแจน ไม่เคยท้อ ตนภูมิใจลูกคนนี้มาก สำหรับเพื่อนชาวต่างชาติที่อยู่ระหว่างคบหากัน น้องแจนก็เคยเล่าให้ฟังและบอกว่า จะพามาให้ครอบครัวรู้จัก แต่ยังไม่ได้พามา เพื่อนต่างชาติคนนี้เดินทางมาถึงเมื่อวันที่ 24 ก.ค. เป็นคนที่รักน้องแจนมาก ขอให้พวกเราพาไปยังสถานที่ต่างๆที่น้องแจนเคยไป และขอเข้าไปนอนในห้องนอนน้องแจน เพื่ออยากใกล้ชิดกับน้องแจน แต่เราเห็นว่าไม่เหมาะสม จึงไปพักโรงแรม พอรุ่งเช้ามาเล่าให้เราฟังว่าในช่วงกลางคืนขณะพักผ่อนในโรงแรมปรากฏว่าทีวีที่เปิดอยู่ เปิดเองปิดเองหลายครั้ง และบางครั้งมีเสียงกระซิบที่ข้างหู จึงคาดว่าอาจจะเป็นวิญญาณน้องแจนมาหยอกล้อก็ได้ และภายหลังแล้วเสร็จงานศพ เพื่อนน้องแจนก็จะบินกลับออสเตรเลียทันที

ที่มา>>>ข่าวสด

ผวาทั้งตึก!! กันสาดแมนชั่นย่านประดิพัทธ์ถล่ม-หล่นทับเก๋ง8คันพังยับเยิน

เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 30 มิ.ย. นายคณิต ชุ่มช่วย เจ้าพนักงานเทศกิจปฎิบัติการ (หัวหน้างานตรวจและบังคับการ) รับแจ้งเหตุหลังคากันสาดหล่นทับรถ ภายในโนเบิล แมนชั่น ซอยประดิพัทธ์ 23 ถนนประดิพัทธ์ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่เทศกิจสำนักเขตพญาไทกรุงเทพมหานคร ที่เกิดเหตุเป็นอาคารสูง 10 ชั้น บริเวณลานจอดรถด้านข้างอาคาร พบหลังคากันสาดชนิดปูนความยาว 20 เมตร หลุดลงมาทั้งแผง รถยนต์ที่จอดอยู่ได้รับความเสียหายทั้งหมด 8 คัน แบ่งเป็นรถเก๋ง 6 คัน และรถกระบะ 2 คัน

ทั้งนี้ มีรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก 3 คัน ประกอบด้วย รถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นมิราจ สีดำ ทะเบียน ฆม 9249 กรุงเทพมหานคร พังยับเยินทั้งคัน, รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นยาริส สีบรอนซ์เทา ทะเบียน กท 8308 กาญจนบุรี เสียหายพังยับเยินตั้งแต่ช่วงกลางถึงด้านท้าย จนด้านหน้ายกและยางล้อหลังด้านขวาแตก, และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นออลนิว ยาริส สีขาว ทะเบียน 3 กค 1832 กรุงเทพมหานคร เสียหายมากกว่าครึ่งคัน ยางล้อหลังด้านขวาแตกละเอียด ที่เหลือถูกหลังคากันสาดทับบริเวณด้านท้ายรถ จึงรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน ก่อนนำเทปกั้นเขตอันตรายมาปิดกั้นไว้เพื่อกันผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาบริเวณจุดเกิดเหตุ เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดอันตราย โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต

น.ส.กชพร พงษ์วิทยาภานุ อายุ 27 ปี พนักงานต้อนรับของโรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่งย่านราชดำริ กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุเมื่อเวลา 20.30 น. ที่ผ่านมา ขณะที่ตนนอนหลับอยู่ภายในแมนชั่น ได้ยินเสียงดังคล้ายฟ้าผ่าอย่างแรง พร้อมทั้งมีเสียงสัญญาณกันขโมยของรถดังสนั่น แต่ตนไม่ได้เอะใจ คิดว่าฝนตก จากนั้นตนตื่นเวลา 22.30 น. เพื่อจะออกไปรับประทานอาหารด้านนอกก็ต้องถึงกับผงะเมื่อเห็นรถโตโยต้า รุ่นยาริส ทะเบียน กท 8308 กาญจนบุรี ของตนเสียหายพังยับเยิน โชคดีที่วันนี้ไม่ได้ออกไปทำงาน รวมทั้งไม่ได้มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ด้านนายคณิต เผยว่า หลังรับแจ้งตนจึงรีบนำกำลังเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ พร้อมเจรจากับฝ่ายนิติบุคคลของแมนชั่น ก่อนได้รับข้อมูลว่าสาเหตุที่กันสาดถล่มลงมาอาจเป็นเพราะเรื่องอายุการใช้งานนานแล้ว เนื่องจากตึกดังกล่าวสร้างมากว่า 20 ปี ทั้งนี้เจ้าของตึกพร้อมชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด แต่ให้เจ้าของรถผู้เสียหายไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ สน.บางซื่อ พรุ่งนี้จะประสานเจ้าหน้าที่กรมโยธาเข้ามาตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด