เปิดแชทไลน์ 1 ในผู้โดยสารรถตู้มรณะ 25 ศพ บอก”ขับรถน่ากลัวอ่ะ ยังไม่ถึงวังจันเลย”

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2560 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.นพ.พรชัย สุธีรคุณ ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบเอกลักษณ์บุคคล ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถตู้โดยสารชนกับรถกระบะที่จังหวัดชลบุรี จนเกิดเพลิงไหม้ ว่า ขณะนี้แพทย์ได้ทำการตรวจศพของผู้ขับขี่รถตู้เรียบร้อยแล้ว โดยผลจากการตรวจเลือด และเนื้อเยื่อของผู้ขับขี่ไม่มีแอลกอฮอล์ และไม่มีสารเสพติดเจือปนอยู่ ทางแพทย์มั่นใจว่าการตรวจดีเอนเอ และเนื้อเยื่อส่วนต่างๆของร่างกายในปัจจุบันค่อนข้างมีความแม่นยำ และเชื่อถือได้อย่างแน่นอนส่วนความคืบหน้าการส่งมอบศพผู้เสียชีวิตนั้นก่อนหน้านี้ทางสถาบันนิติเวชได้ส่งศพคืนให้ญาติแล้ว 11 ราย โดยวันนี้จะคืนศพให้ญาติเพิ่มเติมอีก 8 ราย และอีก 3 รายอยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์ ส่วนอีก 3 รายที่เหลือรอญาติเข้ามาติดต่อรับศพ คาดว่ามั้งหมดจะเสร็จในค่ำคืนนี้ พร้อมเร่งตรวจสอบสาเหตุการตาย และรอผลสรุปผลทางห้องปฏิบัติการอีกครั้ง ว่าจะเกิดจากขาดอากาศหายใจ หรืออุบัติเหตุไฟไหม้พล.ต.ต. ปิยะพันธ์ ปิงเมือง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พนักงานสอบสวนจะเร่งดำเนินการสอบสวน เพื่อเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทุกฝ่าย ซึ่งพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหา “ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ตาย” กับผู้ขับรถตู้โดยสาร แต่ถือว่าคดีสิ้นสุดในกระบวนการกฎหมายอาญา เนื่องจากผู้กระทำความผิดเสียชีวิต แต่ในทางกฎหมายแพ่ง ญาติสามารถฟ้องเรียกร้องค่าเยียวยาจากผู้ที่เกี่ยวข้องได้ พร้อมกันนี้ยังได้ฝากถึงประชาชนให้ร่วมกันเป็นหูเป็นตา หากพบว่าผู้ขับขี่ ขับยานพาหนะด้วยความประมาท ขับเร็ว ที่อาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่น ให้บันทึกภาพเพื่อนำแจ้งเจ้าหน้าที่ดำเนินการเอาผิดต่อไป

ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารผู้ประกอบการรถตู้โดยสารจะต้องปฎิบัติตามกฎหมาย คือ 1. รถตู้จะต้องมีใบอนุญาตในการประกอบรถตู้โดยสาร หากไม่มีก็จะมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับ 20,000 – 100,000 และหากนำไปใช้ผิดประเภทก็จะมีความผิด มีโทษปรับตั้งแต่ 50,000 – 200,000 บาท อีกทั้งตัวผู้ขีบขี่จะต้องมีใบอนุญาตขับขี่และต้องใช้ถูกประเภท มิฉะนั้นจะมีโทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท

พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ระบุอีกว่า จากการประเมินการในช่วงเทศกาลปีใหม่พบว่า มีผู้ใช้ความเร็วเกิดที่กฎหมายกำหนด และขับรถประมาทจนก่อให้เกิดอับัติเหตุขึ้นจำนวนมากขึ้น ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ได้ออกมาตรการมาแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาในช่วงเทศกาลอื่น ๆ ต่อไป

ขอบคุณภาพจาก PPtv Thailand

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการแชร์ในโลกออนไลน์ระบุว่าเป็นแชทไลน์ระหว่าง 1 ในผู้เสียชีวิตกับญาติ ซึ่งผู้เสียชีวิตได้ส่งไลน์ถึงญาติคนหนึ่งระหว่างนั่งรถตู้มรณะกลับจากจันท์มุ่งหน้ากทม. ในวันเกิดเหตุ โดยผู้เสียชีวิตบอกว่า “ขับรถน่ากลัวอ่ะ ยังไม่ถึงวังจันเลย..รถเยอะ แต่ไม่ค่อยติด แต่รถเยอะ”

ขอบคุณภาพจาก PPtv Thailand

โดยญาติผู้เสียชีวิตรายนี้เดินทางมาดูที่เกิดเหตุพร้อมทั้งแสดงแชทไลนดังกล่าวให้ผู้สื่อข่าวดู ซึ่งเรื่องนี้ตำรวจต้องสอบสวนว่าเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุด้วยหรือไม่

ขอบคุณภาพจาก PPtv Thailand

ที่มา>>>ข่าวสด

ไฟไหม้ร.ร.เสิงสางเผาวอดอาคารเก่ากลางดึก เสียหายกว่า 5 ล้าน สลด!เด็ก 140 คนไม่มีที่เรียน

เมื่อเวลา 02.45 น. วันที่ 16 ธ.ค. พ.ต.อ.รัฐศักดิ์ สุขเจริญ ผกก.สภ.เสิงสาง อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้อาคารเรียน โรงเรียนบ้านหนองขนาก หมู่ที่ 5 ต.สุขไพบูรณ์ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา จึงประสานรถดับเพลิงรุดไปตรวจสอบ201612161144233-20041020133805ที่เกิดเหตุพบว่าเปลวไฟกำลังโหมลุกไหม้อาคารเรียน 2 ชั้น ครึ่งไม้ครึ่งปูน แต่เนื่องจาก อบต.สุขไพบูลย์ ไม่มีกำลังรถดับเพลิง จึงได้ประสานขอกำลังเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจาก อบต.กุดโบสถ์ และอบต.โนนสมบูรณ์ ให้นำรถดับเพลิงมาช่วยดับไฟ ซึ่งกว่าจะเดินทางมาถึง ไฟก็ลุกไหม้อาคารชั้นบนได้รับความเสียหายหมดแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้ใช้เวลาในการดับเพลิงกว่า 30 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ สำรวจพบว่าอาคารทั้งหลังถูกไฟไหม้เสียหายหมดแล้ว201612161144231-20041020133805พ.ต.อ.รัฐศักดิ์ สุขเจริญ ผกก.สภ.เสิงสาง เปิดเผยว่า จากการสอบถามชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ บอกว่าก่อนที่จะเกิดเหตุเพลิงไหม้ได้ยินเสียงเหมือนไฟฟ้าชอร์ตหลายครั้ง หลังจากนั้นไม่นานก็มีเพลิงลุกไหม้อาคารชั้น 2 ซึ่งเป็นไม้อย่างรวดเร็ว โดยมีครูเวรวิ่งออกมาดูเหตุการณ์ จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ แต่กว่ารถดับเพลิงจะมาถึงก็ไฟไหม้อาคารเรียนเสียหายหมดแล้ว เบื้องต้นจึงคาดว่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร เนื่องจากอาคารเรียนหลังนี้มีอายุการใช้งานมานานกว่า 37 ปีแล้ว จึงมีสภาพเก่ามาก ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าสายไฟฟ้าบางส่วนจะชำรุดไปด้วย แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็ต้องรอให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานมาตรวจสอบอีกครั้ง เพื่อสรุปหาสาเหตุของการไฟไหม้ในครั้งนี้ต่อไป

ด้าน น.ส.นภาพร คลิกคลาย รักษาการแทนผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองขนาก เปิดเผยว่า ปัจจุบันโรงเรียนบ้านหนองขนาก มีนักเรียนอยู่ทั้งหมด จำนวน 147 คน มีครูจำนวน 8 คน และครูอัตราจ้างจำนวน 10 คน โดยอาคารที่ถูกไฟไหม้เสียหายนี้ เป็นอาคารเรียนหลัก มีจำนวน 8 ห้องเรียน ใช้เป็นสถานที่เรียนของนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้น ป.1-ป.6 และห้องคอมพิวเตอร์ รวมทั้งห้องสมุดด้วย

ซึ่งขณะนี้ถูกไฟไหม้เสียหายไปทั้งหมดแล้ว จึงทำให้นักเรียนทั้งหมดไม่มีห้องเรียน วันนี้จึงต้องประกาศหยุดเรียนชั่วคราวก่อน ส่วนหลังจากนี้ก็คงจะต้องหาสถานที่บริเวณลานของโรงเรียน ตั้งกระดานดำ เพื่อทำการเรียนการสอนเป็นการชั่วคราวไปก่อน ส่วนเรื่องค่าความเสียหาย คาดว่าไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งจะต้องทำเรื่องไปรายงานให้กระทรวงศึกษาธิการทราบ เพื่อของบประมาณมาทำการก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

โชเฟอร์แท็กซี่ช็อก! จู่ๆมือถือระเบิดตูมในรถ รุนแรงจนเป็นแผลที่มือ กางเกงทะลุ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยเฟซบุ๊คเพจ กลุ่มคนอาสา กู้ชีพ กู้ภัย Thailand ได้โพสต์ภาพเหตุการณ์โทรศัพท์มือถือระเบิดใส่มือคนขับรถแท็กซี่จนได้รับบาดเจ็บ บริเวณถนนเทียนทะเล ขาออกมุ่งหน้าออกถนนพระราม 2 เขตบางขุนเทียน กทม.14523229_1181807021878312_8852127400115977955_nโดยเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งโทรศัพท์มือถือระเบิดใส่มือคนขับรถสาธารณะแท็กซี่ บริเวณถนนเทียนทะเล ขาออกมุ่งหน้าออกถนนพระราม 2 หน้าโรงงานจงสถิตย์ อปพร เขตบางขุนเทียน 808,11,783 รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบผู้บาดเจ็บชาย 1 ราย อปพร.เขตบางขุนเทียน 11 ให้การช่วยเหลือนำส่ง รพ.พระราม 214570258_1181806561878358_5087875722160336180_nผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามผู้บาดเจ็บให้การว่า ก่อนเกิดเหตุได้มีคนโทรเข้ามือถือเครื่องดังกล่าว จึงรับสายแล้วคุยธุระจนเสร็จสิ้น จากนั้นก็วางสายไป โดยวางมือถือไว้ข้างเบาะคนขับ ต่อมาประมาณ 5 นาที โทรศัพท์มือถือเกิดระเบิดขึ้น แรงระเบิดทำให้ได้รับบาดเจ็บที่แขนซ้ายเป็นแผล กางเกงถูกไฟไหม้จนขาด โดยคนขับแท็กซี่ยืนยันว่าไม่ได้เปลี่ยนแบตมือถือแต่อย่างใด

ที่มา>>>ข่าวสด

สุดสลด!! เพลิงไหม้ร้านเต้าหู้ดำชื่อดัง พ่อแม่ดาราสาว‘ติ๊นา’หนีไม่ทัน-ดับสยองคาห้องนอน

เมื่อเวลา 02.30 น. วันที่ 26 ก.ย. ร.ต.อ.ศุภชัย ชาติมนตรี รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.โพธาราม จ.ราชบุรี ได้รับแจ้งเหตุไฟไหม้ร้านเต้าหู้ดำ ตั้งอยู่เลขที่ 50 ซอยราษฎรอุทิศ(ซอยจับกัง) กลางตลาดเทศบาลเมืองโพธาราม จึงรุดตรวจสอบ ที่เกิดเหตุพบเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยเทศบาลเมืองโพธาราม และใกล้เคียง จำนวน 6 คัน รวมถึงเจ้าหน้าที่มูลนิธิสว่างราชบุรี กำลังระดมฉีดน้ำดับเพลิงที่กำลังลุกไหม้อาคารพาณิชย์สภาพเก่า อายุกว่า 50 ปี เพลิงได้โหมลุกไหม้บริเวณชั้น 2 ของอาคารจนมองเห็นได้ในระยะไกล เนื่องจากมีทั้งเสื้อผ้าและกล่องกระดาษจำนวนมาก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ยังต้องฉีดน้ำป้องกันเพลิง ไม่ให้ลุกลามไปยังอาคารข้างเคียง ซึ่งเป็นห้องแถวไม้ ซึ่งต้องใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้

201609260850141-20041022105236

เมื่อเข้าตรวจสอบภายในอาคาร พบผู้เสียชีวิต 2 คน อยู่ชั้น 2 ของอาคาร คือ นายสมชัย จิตตลีลา อายุ 66 ปี และ นางปิยวรรณ จิตตลีลา อายุ 65 ปี สองสามีภรรยา และเป็นพ่อแม่ของ ติ๊นา หรือ ศุภนาฏ จิตตลีลา ดาราสาวหล่อชื่อดัง จากภาพยนตร์รักวัยใส “Yes or No อยากรัก ก็รักเลย” ภาค 1 และอีกหลายผลงาน

ทั้งนี้ จุดเกิดเหตุ คือ ร้านเต้าหู้ดำ เจ๊อั้ง ซึ่งมีชื่อเสียง เป็นของฝากประจำอำเภอโพธารามและเป็นสินค้า OTOP ประจำจังหวัดราชบุรี

โดยก่อนเกิดเหตุ นางสาวสมใจ จิตตลีลา อายุ 74 ปี เจ้าของร้านเล่าว่า ตนเองกำลังนอนหลับอยู่ที่ชั้น 1 ของอาคาร แต่ต้องสะดุ้งตกใจเพราะได้ยินเสียงดังคล้ายของตกจากที่สูง พร้อมกับไฟฟ้าดับ จึงเดินสำรวจสาเหตุบริเวณชั้น 2 ก็พบกับเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้ จึงได้ตะโกนให้น้องชายและน้องสะใภ้ที่กำลังหลับพักผ่อนอยู่ รีบหนีออกมาจากตัวห้อง และแจ้งรถดับเพลิงมาช่วยเหลือ แต่ทว่าน้องชายและน้องสะใภ้ไม่สามารถหนีออกมาจากเพลิงไหม้ได้ ติดอยู่ภายในห้องนอน จึงถูกไฟคลอกเสียชีวิตทั้งคู่

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่คาดว่า สาเหตุเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร เนื่องจากอาคารและสายไฟฟ้าภายในตัวอาคารมีสภาพเก่า โดยจะได้ประสานงานให้ทางเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน จ.ราชบุรี ได้เข้าตรวจสอบหาสาเหตุเพลิงไหม้อย่างละเอียดอีกครั้ง ส่วนมูลค่าความเสียหายยังไม่สามารถประเมินได้

13995618_1263289007049308_4069452426581614938_o

ด้าน สาวติ๊นา ก็โพสต์เฟซบุ๊ก เป็นภาพกับพ่อแม่ พร้อมข้อความสุดเศร้าอาลัยด้วยว่า “หลับให้สบายนะปะป๊าหม่าม๊า จะอยู่ในใจลูกคนนี้เสมอนะ ไม่ต้องเป็นห่วงทางนี้นะ รักป๊าม๊า มากๆนะ #alwaysinmind”

13620846_1244013832310159_6629515117973603844_n13641212_1233517913359751_453140189468635037_o%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%8a%e0%b8%99%e0%b8%b2

ที่มา>>>ข่าวสด

ไฟไหม้รับสารทจีน เผาวอดบ้านไม้เก่าทั้งหลังกลางเมืองฉะเชิงเทรา

 เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 17 ส.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.เมืองฉะเชิงเทรา จ.ฉะเชิงเทรา รับแจ้งเหตุไฟไหม้ที่บ้านไม้หลังหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังร้านอาหารมิสติ้งพ้อย ฝั่งตรงข้ามโรงเรียนเซนต์หลุยส์จึงประสานเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา ระดมรถน้ำจำนวน 5 คันเข้าระงับเพลิง ที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้เก่า 2 ชั้น เลขที่ 387/1 ถ.ศุภกิจ ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นของนางยุวดี ทับจันทร์ อายุ 53 ปี ทางเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลเมืองฉะเชิงเทราระดมรถน้ำเร่งฉีดดับไฟที่กำลังลุกลามอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นบ้านไม้เก่า 2 ชั้น และบริเวณโดยรอบยังมีบ้านอีกหลายหลัง ประกอบกับพื้นที่เป็นป่าหญ้าปกคลุมหนาตา ทางเจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องใช้เวลานานกว่าครึ่งชั่วโมงจึงสามารถควบคุมเพลิงเอาไว้ได้ โดยมีนายจรัญ หร่ายมณี ปลัดป้องกันอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา พร้อมด้วย นายบุญทวี สุขรัตอมรกุล รองนายกเทศมนตรีเมืองฉะเชิงเทรา นายพงศธร ถาวรวงศ์  ปลัดเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา และ พ.ต.อ.ณรงค์เดช ทัพพะจายะ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองฉะเชิงเทรา ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ จากการตรวจสอบเบื้องต้นขณะเกิดเหตุเพลิงไหม้ไม่มีใครอยู่ในบ้าน ส่วนสาเหตุยังต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่า เกิดจากการจุดธูปไหว้เจ้าหรือไฟฟ้าลัดวงจร

ที่มา>>>ข่าวสด

สองหนุ่มใหญ่หิ้วถังน้ำมันซิ่งจยย.ฝ่าไฟแดงชน 6 ล้อไฟลุกไหม้ดับสยอง (คลิป)

14705628641470563422l

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 7 ส.ค.ร.ต.อ.ภัทระ จาวใจเด็ด รอง สว.(สอบสวน) สภ.ปากคาด รับแจ้งเหตุรถจักรยานยนต์ชนกับรถ 6 ล้อบริเวณสามแยกไฟแดงทางออกไปหนองคายและโซ่พิสัย มีไฟลุกไม้รถจักรยานยนต์และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย จึงรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.อารัก มะสาธานัง ผกก.ตำรวจชุดสายตรวจและทหาร กกล.รส.ปากคาด ที่เกิดเหตุกลางสามแยกไฟแดง พบไฟกำลังโหมลุกไหม้ชาย 2 คนร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดพร้อมรถจักรยานยนต์ 1 คัน โดยมีผู้เห็นเหตุการณ์และชาวบ้านที่มีบ้านเรือนอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุช่วยกันนำน้ำมาดับใช้เวลาประมาณ 15 นาทีจึงดับไฟได้สนิท ทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือนายอำนาจ สุขนันทา อายุ 49 คนขี่ถูกไฟไหม้ดำเป็นตอตะโกและผู้บาดเจ็บถูกไฟไหม้เช่นกันทราบชื่อนายเวียงทอง ทาวอแวง อายู 50 ปี ส่วนรถ จยย.ยี่ห้อฮอนด้า ทะเบียน 1 กก 6909 บึงกาฬ ถูกไหม้เสียหายทั้งคัน ใกล้กันพบรถยนต์ 6 ล้อยี่ห้อฮีโน่สีขาว ทะเบียน 80-0078 บึงกาฬ จอดอยู่โดยมีนายคำตัน อุ่นจิต อายุ 65 ปีคนขับคู่กรณียืนรอมอบตัวอยู่

สอบสวนเบื้องต้นทราบว่าก่อนเกิดเหตุนายคำตัน ได้ขับรถ 6 ล้อกลับจากไปส่งยางก้อนที่โรงงานไทยอิสเทิร์น ถึงสามแยกเป็นไฟเขียวจะเลี้ยวขวาเข้าตัวเมืองปากคาด ขณะที่รถ จยย.โดยมีนายอำนาจผู้ตายเป็นขี่และนายเวียงทอง คนซ้อนขับออกมาจากทางตัวเมืองปากคาดฝ่าไฟแดงถือถังน้ำมันติดมือมาด้วย จึงชนเข้าข้างรถ 6 ล้อตรงที่มีแบตเตอรี่อยู่พอดี ทำให้เกิดประกายไฟลุกไหม้ทั้งรถทั้งคนจนเสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว.

ที่มา>>>ข่าวสด

เก๋งซิ่งแหกโค้ง ไฟลุกท่วมคัน สลดหนุ่มถูกเผาทั้งเป็น!!

เวลา 00.15 น. เมื่อวันที่ 5 ส.ค. ร.ต.อ.ทนงศักดิ์ รักสัตย์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองเพชรบุรี ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถยนต์เก๋งแหกโค้งและเสียหลักลงข้างทาง โดยมีเพลิงลุกไหม้ท่วมทั้งคัน และมีคนขับติดอยู่ภายในรถ จึงประสานไปยังหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างสรรเพชญธรรมสถานจังหวัดเพชรบุรี รถดับเพลิงจากองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกุ่ม และแพทย์เวรโรงพยาบาลพระจอมเกล้าจังหวัดเพชรบุรี ร่วมสนับสนุน พร้อมนำกำลังรุดเข้าตรวจสอบ ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณโค้งสวนปริก หมู่ 4 ตำบลบ้านกุ่ม อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี พบรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นยาริส สีดำ หมายเลขทะเบียน กจ 4980 ประจวบฯ ถูกไฟลุกท่วมได้รับความเสียหายทั้งคัน โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าดำเนินการใช้น้ำฉีดสกัดเพลิงจนสงบ จากการตรวจสอบ พบร่างผู้เสียชีวิตติดอยู่ภายในรถบริเวณฝั่งคนขับ  อย่างไรก็ตามภายในรถพบทะเบียนบ้านถูกเผาไหม้ยังไม่หมด และมีเอกสารบางชิ้นที่ถูกไฟเผาไหม้ อาทิ ทะเบียนบ้าน ระบุอยู่บ้านเลขที่ 63/2 หมู่ 5 ต.บางครก อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี มีชื่อในทะเบียนบ้าน นายฉัตรนิยม สุจิตศรี และมีสำเนาบัตรประชาชนที่ถูกไฟไหม้ไม่หมด ระบุชื่อนายกิตติศักดิ์ เจิมจันทร์ ไม่ทราบที่อยู่ อายุ ซึ่งต้องรอตรวจสอบและยืนยันจากญาติว่าผู้ตายเป็นใคร  โดยสภาพร่างกายถูกไฟเผาร่างดำไปทั้งตัว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า รถยนต์เก๋งคันดังกล่าวอาจจะขับมาด้วยความเร็ว ประกอบกับบริเวณที่เกิดเหตุมีลักษณะเป็นโค้ง ทำให้ไม่สามารถควบคุมรถได้เกิดเสียหลักแหกโค้งตกลงไปข้างทาง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตดังกล่าว ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจและแพทย์ได้ร่วมกันชันสูตรพลิกศพ รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงในการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

น่าเวทนา…เคราะห์กระหน่ำหนุ่มพิการตาบอด – เมียแยกทางบ้านไฟไหม้

หนุ่มลูกจ้างผสมปูนวัย 37 ปี เคราะห์กระหน่ำเมียแยกทางได้ 2 เดือน เพื่อนลูกชายดอดไปลัก จยย. หนีมาซุกในบ้านโดนตำรวจตามมาจับเจ้าทุกข์ไม่เอาเรื่อง อีก 2 วันบ้านถูกเผาวอดกลางดึก

เรื่องเคราะห์หามยามร้ายของหนุ่มตาบอดรายนี้ เวลา 09.00 น. วันที่ 26 มิ.ย.59ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปตรวจสอบที่บ้านของนายสมใจ หันมา อายุ 37 ปี เลขที่ 294 หมู่ 10 บ้านศรีสง่าเมือง ต.ลำภู อ.เมืองหนองบัวลำภู ขณะกำลังเก็บสิ่งของที่ถูกไฟไหม้บ้านอิฐบล๊อคหลังคาสังกะสี บริเวณหลังบ้านซึ่งเป็นครัวและห้องน้ำถูกไฟไหม้จนหลังคาพังลงมา และลามมาถึงห้องเก็บเสื้อผ้า ทีวี ตู้เย็นหม้อหุงข้าวของใช้ในบ้าน ถูกไฟไหม้เสียหายหมด โดยมีเพื่อนบ้านนำสิ่งของเป็นเสื้อผ้า ข้าวสาร อาหารแห้งมาช่วยเหลือจำนวนหนึ่งนายสมใจ เผยว่าไฟไหม้บ้านประมาณห้าทุ่ม คืนวันที่ 24 มิ.ย.59  ขณะนั้นตนเองอยู่ที่โรงงานคอนกรีตซึ่งอยู่ห่างบ้านกว่าสิบกิโลเมตร มีเพื่อนบ้านโทรมาแจ้งจึงรีบกลับมาก็พบว่าชาวบ้านช่วยกันดับไฟได้แล้วแต่ก็เสียหายไปครึ่งหลัง บ้านถูกตัดกระแสไฟไป 2 สัปดาห์ก่อน ลูกชายของตนอายุ 14 และ 17 ปี ไม่อยู่ที่บ้าน จึงเชื่อว่าสาเหตุของเพลิงไหม้เกิดจากสาเหตุอื่น  ก่อนเกิดเหตุสองวันได้มีเพื่อนลูกชายอายุ 13 ปี พาแฟนสาวเข้ามาหลบตำรวจในบ้าน หลังจากพยายามลักรถมอเตอร์ไซค์ที่ปากซอยแต่เจ้าของรถมาเห็นเสียก่อน แต่ก็ถูกตำรวจตามมาควบคุมตัวไปสอบสวน ซึ่งเจ้าของรถไม่ติดใจเอาเรื่องเพราะยังลักรถไปไม่ได้ก่อนปล่อยตัวไป ทำให้ตนเชื่อว่าน่าจะเป็นเพื่อนลูกชายที่แอบมาจุดไฟเผา เพราะโกรธที่มีคนไปบอกที่หลบซ่อนกับตำรวจ

ด้านเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์และเพื่อนบ้านของนายสมใจ เปิดเผยว่า คืนวันที่ 23 มิ.ย.59 ตนจอดรถมอเตอร์ไซค์ไว้หน้าบ้าน ตอนกลางคืนก็มีชายหญิงวัยรุ่นพยายามจะขโมยรถ ฮอนด้า เวฟ 125 ของตนไป จึงรีบออกมาดู พบเด็กวัยรุ่นทั้งสองคนซึ่งอายุเพียง 13 ปี เมื่อทั้งสองเห็นคนอื่นวิ่งมาจึงพากันวิ่งหนีมาบ้านของ นายสมใจ ตนกับชาวบ้านวิ่งมาทันพบเห็นเพียงเด็กผู้หญิง ส่วนผู้ชายไม่เห็นตำรวจจึงนำเด็กสาวไปสอบถามข้อมูล ตำรวจจึงได้ตามมาคุมตัวเด็กชายไป ซึ่งทุกคนก็คิดว่าน่าจะเป็นคนก่อเหตุในครั้งนี้

ที่มา>>>ข่าวสด

หอพักวอด 17 ศพ ขออนุญาตถูกต้อง ผิดระเบียบครูพี่เลี้ยง คนเดียวไม่พอเด็ก

เหตุไฟไหม้หอพัก ร.ร.ที่เชียงราย คลอก 17 ศพ พบมีการขอใบอนุญาตถูกต้อง แต่ครูพี่เลี้ยงไม่เป็นไปตามระเบียบ เนื่องจากมีแค่คนเดียว ดูแล 36 คน ด้าน นอภ.แม่จัน ตั้งกรรมการออกตรวจหอพัก นร. 10 แห่ง พบไม่ได้มาตรฐาน สั่งแก้ไขเร่งด่วน

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 31 พ.ค.59 นายสมศักดิ์ คณาคำ นอภ.แม่จัน จ.เชียงราย ได้ตั้งกรรมการโดยให้นายจรัญ ยะหมั่นแก้ว ปลัดอาวุโส นายวุฒิ แก้วใส ปลัดความมั่นคง อ.แม่จัน อ.แม่จัน ออกตรวจอาคารหอพักนักเรียน โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.แม่จัน ซึ่งมีนักเรียนชาย หญิง กินนอนอยู่ที่โรงเรียนรวม 850 คน พบว่า ไม่มีเครื่องดักจับควันไฟไม่มีบันไดหนีไฟ ประตูทางออกแคบ เจ้าหน้าที่ได้แนะนำให้มีการแก้ไข นอกจากนี้ ยังออกตรวจอีก 9 แห่ง ก็พบว่า ไม่มีความปลอดภัยเช่นเดียวกัน จึงมีคำสั่งให้องค์กรปกครองท้องถิ่น ออกตรวจสอบหอพักในโรงเรียนและนอกโรงเรียน ให้มีการแก้ไขโดยด่วนส่วนที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ได้มีญาติพี่น้องผู้เสียชีวิต ไปรับศพที่เหลือ 8 ศพกลับบ้านครบทุกคน

ด้านคดี พ.ต.ท.เจริญ ใจปิน สว.(สอบสวน) สภ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ได้ไปสอบสวนนางสาวอณิรา ธินนท์ ผอ. พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.เชียงราย พบว่า หอพักที่ถูกไฟไหม้มีการขออนุญาต และต่อใบอนุญาตถูกต้องทุกปี แต่พบว่ามีการกระทำผิดระเบียบเรื่องครูพี่เลี้ยงเด็ก ขออนุญาตไว้ 3 คน แต่ในวันเกิดเหตุมีเพียงคนเดียว ดูแลเด็ก 36 คน ซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบที่กำหนดให้ครู 1 คน ดูแลเด็กเพียง 10-15 คนเท่านั้นขณะที่ วันที่ 1 มิ.ย.นี้ คณะกรรมการช่วยเหลือผู้ประสบภัย อ.เวียงป่าเป้า จะจัดสรรเงินบริจาค 14 ล้านบาทกว่าให้แก่ญาติผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ นักเรียนที่อยู่ในหอพักคืนเกิดเหตุไฟไหม้ และส่วนหนึ่งช่วยเหลือทางโรงเรียน.

ที่มา>>>Thairath

พายุถล่มร้อยเอ็ด ฟ้าผ่าคนตาย 3 ศพ-เพลิงไหม้บ้าน สูญ 2.5 ล.

หลายพื้นที่ใน อ.พนมไพร ประสบเหตุพายุฤดูร้อน ฝนหนัก ลูกเห็บตก ฟ้าผ่าชาวบ้านอาศัยในกระท่อมตาย 3 ศพ ขณะที่กลางดึก สายไฟฟ้าเสียดสีต้นไม้ใหญ่ล้มลง ประกายไฟวิ่งตามสายไฟฟ้า เข้าไหม้บ้านแม่ค้าตลาดพนมไพร เสียหาย 2.5 ล.

เมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 5 พ.ค.59 ร.ต.อ.อติวิชญ์ สิงหาราโท รอง สว.(สอบสวน) สภ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด รับแจ้งไฟไหม้บ้านในเขตพื้นที่ ต.พนมไพร อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด จึงวิทยุติดต่อขอความร่วมมือรถดับเพลิงเทศบาลพนมไพร พร้อม ทต. และ อบต.ที่อยู่ใกล้เคียงจำนวนกว่า 6 คันไปดับไฟ เป็นเวลากว่า 45 นาที ไฟจึงสงบ แต่บ้านทั้งหลังเสียหาย

จากการตรวจสอบพบว่า บ้านที่เกิดเพลิงไหม้มีป้ายชื่อเขียนติดไว้ว่า ‘บ้านพรมวงศ์’ เลขที่ 99 บ้านไทยสมบูรณ์ หมู่ 12 ต.พนมไพร อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งบ้านหลังดังกล่าวก่อสร้างด้วยอิฐถือปูนสองชั้น เจ้าของบ้านคือ นางศิริมนต์ พรมวงศ์ อายุ 54 ปี แม่ค้าในตลาดพนมไพรนางศิริมนต์ เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุ ภายในบ้านมีคนอาศัยอยู่จำนวน 3 คน ทั้งหมดสามารถหนีทันก่อนไฟโหมไหม้บ้าน ขณะที่ประเมินค่าเสียหายเบื้องต้นกว่า 2.5 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ไฟไหม้ครั้งนี้น่าจะสืบเนื่องมาจาก เมื่อช่วงใกล้หัวค่ำของ วันที่ 4 พ.ค.ที่ผ่านมา ในพื้นที่หลายตำบลของ อ.พนมไพร เกิดลมพายุหมุนฤดูร้อน ฝนตกหนักพร้อมลูกเห็บ ฟ้าคะนองและฟ้าผ่าชาวบ้าน หมู่ 9 ต.นานวล อ.พนมไพร ทำให้ สองพ่อลูกพร้อมญาติ ตายรวม 3 ศพ ที่กระท่อมนา

ชาวบ้านเล่าว่า ก่อนไฟไหม้ ‘บ้านพรมวงศ์’ นั้น เห็นสายไฟฟ้าเสียดสีกับต้นไม้ใหญ่ข้างถนน ซึ่งล้มตั้งแต่ลมพายุพัด ต่อมาได้เกิดประกายไฟวิ่งตามสายไฟฟ้าเข้าไหม้ ‘บ้านพรมวงศ์’ วอดดังกล่าว

ร.ต.อ.อติวิชญ์ สิงหาราโท รอง สว.(สอบสวน) สภ.พนมไพร ทราบเหตุเข้าตรวจที่เกิดเหตุพร้อมแจ้งตำรวจพิสูจน์หลักฐาน จ.ร้อยเอ็ด ไปตรวจพิสูจน์สาเหตุไฟไหม้บ้านโดยด่วนต่อไป

ที่มา>>>Thairath