เปิดแชทไลน์ 1 ในผู้โดยสารรถตู้มรณะ 25 ศพ บอก”ขับรถน่ากลัวอ่ะ ยังไม่ถึงวังจันเลย”

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2560 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.นพ.พรชัย สุธีรคุณ ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบเอกลักษณ์บุคคล ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถตู้โดยสารชนกับรถกระบะที่จังหวัดชลบุรี จนเกิดเพลิงไหม้ ว่า ขณะนี้แพทย์ได้ทำการตรวจศพของผู้ขับขี่รถตู้เรียบร้อยแล้ว โดยผลจากการตรวจเลือด และเนื้อเยื่อของผู้ขับขี่ไม่มีแอลกอฮอล์ และไม่มีสารเสพติดเจือปนอยู่ ทางแพทย์มั่นใจว่าการตรวจดีเอนเอ และเนื้อเยื่อส่วนต่างๆของร่างกายในปัจจุบันค่อนข้างมีความแม่นยำ และเชื่อถือได้อย่างแน่นอนส่วนความคืบหน้าการส่งมอบศพผู้เสียชีวิตนั้นก่อนหน้านี้ทางสถาบันนิติเวชได้ส่งศพคืนให้ญาติแล้ว 11 ราย โดยวันนี้จะคืนศพให้ญาติเพิ่มเติมอีก 8 ราย และอีก 3 รายอยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์ ส่วนอีก 3 รายที่เหลือรอญาติเข้ามาติดต่อรับศพ คาดว่ามั้งหมดจะเสร็จในค่ำคืนนี้ พร้อมเร่งตรวจสอบสาเหตุการตาย และรอผลสรุปผลทางห้องปฏิบัติการอีกครั้ง ว่าจะเกิดจากขาดอากาศหายใจ หรืออุบัติเหตุไฟไหม้พล.ต.ต. ปิยะพันธ์ ปิงเมือง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พนักงานสอบสวนจะเร่งดำเนินการสอบสวน เพื่อเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทุกฝ่าย ซึ่งพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหา “ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ตาย” กับผู้ขับรถตู้โดยสาร แต่ถือว่าคดีสิ้นสุดในกระบวนการกฎหมายอาญา เนื่องจากผู้กระทำความผิดเสียชีวิต แต่ในทางกฎหมายแพ่ง ญาติสามารถฟ้องเรียกร้องค่าเยียวยาจากผู้ที่เกี่ยวข้องได้ พร้อมกันนี้ยังได้ฝากถึงประชาชนให้ร่วมกันเป็นหูเป็นตา หากพบว่าผู้ขับขี่ ขับยานพาหนะด้วยความประมาท ขับเร็ว ที่อาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่น ให้บันทึกภาพเพื่อนำแจ้งเจ้าหน้าที่ดำเนินการเอาผิดต่อไป

ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารผู้ประกอบการรถตู้โดยสารจะต้องปฎิบัติตามกฎหมาย คือ 1. รถตู้จะต้องมีใบอนุญาตในการประกอบรถตู้โดยสาร หากไม่มีก็จะมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับ 20,000 – 100,000 และหากนำไปใช้ผิดประเภทก็จะมีความผิด มีโทษปรับตั้งแต่ 50,000 – 200,000 บาท อีกทั้งตัวผู้ขีบขี่จะต้องมีใบอนุญาตขับขี่และต้องใช้ถูกประเภท มิฉะนั้นจะมีโทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท

พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ระบุอีกว่า จากการประเมินการในช่วงเทศกาลปีใหม่พบว่า มีผู้ใช้ความเร็วเกิดที่กฎหมายกำหนด และขับรถประมาทจนก่อให้เกิดอับัติเหตุขึ้นจำนวนมากขึ้น ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ได้ออกมาตรการมาแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาในช่วงเทศกาลอื่น ๆ ต่อไป

ขอบคุณภาพจาก PPtv Thailand

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการแชร์ในโลกออนไลน์ระบุว่าเป็นแชทไลน์ระหว่าง 1 ในผู้เสียชีวิตกับญาติ ซึ่งผู้เสียชีวิตได้ส่งไลน์ถึงญาติคนหนึ่งระหว่างนั่งรถตู้มรณะกลับจากจันท์มุ่งหน้ากทม. ในวันเกิดเหตุ โดยผู้เสียชีวิตบอกว่า “ขับรถน่ากลัวอ่ะ ยังไม่ถึงวังจันเลย..รถเยอะ แต่ไม่ค่อยติด แต่รถเยอะ”

ขอบคุณภาพจาก PPtv Thailand

โดยญาติผู้เสียชีวิตรายนี้เดินทางมาดูที่เกิดเหตุพร้อมทั้งแสดงแชทไลนดังกล่าวให้ผู้สื่อข่าวดู ซึ่งเรื่องนี้ตำรวจต้องสอบสวนว่าเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุด้วยหรือไม่

ขอบคุณภาพจาก PPtv Thailand

ที่มา>>>ข่าวสด

หญิงม่ายแต่งหน้าสวย ยืนแขวนคอดับคาบ้าน ช็อกจม.ลาตายสุดเฮี้ยนแค้นเพื่อน-หมอผีสะกดวิญญาณ!!

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 3 ต.ค. พ.ต.ท.พงษกร ธนะวัง พนักงานสอบสวน สภ.แม่สอด จังหวัดตาก รับแจ้งเหตุมีคนผูกคอเสียชีวิตที่บ้าน หมู่ที่ 2 ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก หลังรับแจ้งจึงประสานฝ่ายปกครองอำเภอแม่สอดและหน่วยกู้ภัยตำบลแม่ปะ รุดไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุอยู่ใจกลางชุมชนภายในหมู่บ้านแม่ปะกลาง และพบบรรดาไทยมุง ยืนมุงดูเหตุการณ์เป็นจำนวนมาก จนเจ้าหน้าที่ต้องกั้นพื้นที่ และพบบ้านเกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียวยกสูง201610031705572-20050615160605ภายในบ้านพบศพนางเสาร์พร จี๋ใจหล้า แม่ม่าย อายุ 60 ปี ในสภาพใช้เชือกผ้าผูกคอตัวเองไว้กับขื่อบ้าน เสียชีวิตในท่ายืนและสวมเสื้อผ้าชุดใหม่แต่งหน้าทาปากสวยงาม จากการตรวจสอบโดยรอบร่างกายไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายแต่อย่างใด แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินตรวจรอบจุดเกิดเหตุ ก็พบจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของผู้ตาย มีใจความเขียนตัดพ้อถึงเพื่อนชื่อ คำ ซึ่งติดหนี้ผู้ตายกว่าสองแสนบาท และไม่ยอมจ่ายเงินคืน โดยผู้ตายจะขอตามไปทวงเงินคืน หลังจากที่ตายไปแล้ว จนสร้างความตกใจให้แก่บรรดาชาวบ้านที่อ่านจดหมายลาตายนี้ ต่างจับกลุ่มพูดถึงเรื่องวิญญาณเฮี้ยนตามอาฆาตทวงหนี้ลูกหนี้สร้างความหวาดกลัวไปทั้งชุมชน จนผู้นำชุมชนต้องไปเชิญพ่ออาจารย์หมอผีประจำหมู่บ้านให้มาทำพิธีสะกดวิญญาณไม่ให้อาฆาต ก่อนจะนำศพไปบำเพ็ญพิธีกรรมทางศาสนาที่วัดภายในหมู่บ้าน

201610031705575-20050615160605จากการสอบสวนของตำรวจทราบว่า ผู้ตายมีปัญหาหนี้สินรอบตัว จนต้องนำที่ดินไปจำนองและให้เพื่อนกู้ยืม แต่โดนเบี้ยวชำระหนี้ จนเจ้าหนี้จะมายึดที่ดิน ทำให้ผู้ตายเกิดความเครียดสูง โดยช่วงเช้าผู้ตายได้ส่งข้อความทางแช็ตไลน์ มาหากลุ่มเพื่อน เพื่อขออาหารเช้า แต่พอเพื่อนนำอาหารมาให้ที่บ้านก็ถึงกับตกใจ เมื่อพบผู้ตายใช้เชือกผูกคอตัวเองเสียชีวิตไปแล้ว201610031705573-20050615160605

ที่มา>>>ข่าวสด

ไลน์หลุดแฉ”เสี่ย”จ้างพริตตี้สาว 2 ล้าน ไปกินข้าวแต่เจอบอกปัด!!

เป็นอีกหนึ่งเรื่องฮือฮา เมื่อพริตตี้สาว “จา จารุนันท์” ออกมาเปิดเรื่องราว เหตุการณ์ที่มีนักธุรกิจหนุ่มมหาเศรษฐีให้คนติดต่อมาขอรับประทานอาหารโดยให้ค่าตัวถึง 2 ล้านบาท แต่พริตตี้สาวบอกปฏิเสธ โดยสาว “จา จารุนันท์” เปิดบันทึกการสนทนาในไลน์ให้ดูกันจะจะ เป็นหญิงคนหนึ่งติดต่อมาว่า เจ้านายนักธุรกิจของเธอขอจ้างจาในราคา 2 ล้านบาท ให้ไปรับประทานอาหารด้วย แต่เมื่อถามดูอีกครั้ง พบว่าในเงื่อนไขนั้นพริตตี้สาวจะต้อง เมื่อทำ”ออรัลเซ็กส์“ให้นักธุรกิจคนดังกล่าวด้วย ทำเอาจารีบบอกปัด จนหญิงคนดังกล่าวต้องรีบบอกลา ก่อนหน้านั้น เน็ตไอดอลสาวอีกคน”เบอร์รี่หญิง” ก็เพิ่งออกมาแฉ ว่ามีคนติดต่อมาให้ไปรับประทานอาหารในทำนองนี้เช่นกัน แถมค่าตัวพุ่งไปถึง 3 ล้านบาทเลยทีเดียว ซึ่งจากการติดต่อมาทำให้คาดว่าน่าจะเป็นนักธุรกิจคนเดียวกัน

ที่มา>>>ข่าวสด

“จ๋า”เศร้าไลน์แจ้งข่าวน้องเสียชีวิต “ขอให้อโหสิกรรมให้จูนด้วยนะคะ” เพื่อนแอร์ฯไว้อาลัย

จากเหตุการณ์สะเทือนใจ เมื่อ”น้องจูน”กอปรบุญ หรือจูน ทองมี อายุ 32 ปี น้องสาวของวีเจสาวชื่อดัง “จ๋า”ณัฐฐาวีรนุช ทองมี กระโดดลานจอดรถอาคารที่ 3  ชั้น 10 บริเวณห้างสรรพสินค้า เมเจอร์รัชโยธิน กทม. เสียชีวิต เมื่อบ่ายวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่พบจดหมายลาตายและทรัพย์สินของผู้ตายวางไว้ที่จุดเกิดเหตุ  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ”น้องจูน”นั้นเป็นแอร์โฮสเตสของสายการบินการ์ต้า โดยหลังเกิดเหตุ “จ๋าณัฐฐาวีรนุช ได้เข้าไปโพสต์ในกลุ่มไลน์ของน้องสาว เพื่อแจ้งข่าวการสูญเสียให้เพื่อนๆทราบ โดยระบุว่า “นี่พี่จ๋านะคะ น้องจูนเสียชีวิตวันนี้ค่ะ งานสวดศพน.ส.กอปรบุญ ทองมี (จูน) จัดที่วัดพระศรีมหาธาตุ (บางเขน) ศาลา 15 สวดคืนแรกวันที่ 26 สิงหาคม ขอให้อโหสิกรรมให้น้องจูนด้วยนะคะ”   นอกจากนี้เพื่อนสนิทของ”น้องจูน”ได้โพสต์ไว้อาลัยต่อการสูญเสียครั้งนี้ โดยระบุว่า ขอให้ดวงวิญญาณแกไปสู่ภพภูมิที่ดีนะ ถึงเวลาที่แกต้องพักผ่อนละ ดีใจที่เกิดมารู้จักแกในชาตินี้นะนังจูน… หลับให้สบายนะ….. June Korbboon Thongmee  เพื่อนๆการ์ต้าท่านใดที่ว่างในคืนวันจันทร์ที่ ๒๙ สิงหาคม พี่เก๋ พี่ยุ้ย ปราง และผมจะไปงานสวดพระอภิธรรมจูนนะครับ ถ้าจะเดินทางมาพบกันและทำบุญให้จูน มาเจอกันได้ที่วัดนะครับ  เก๋ เลิฟ ทีเจ  มีหลายท่านที่ไม่ได้แท็กนะครับ ถ้าว่างเรามาฟังพระสวดกันนะครับ  และในไทม์ไลน์เฟซบุ๊คของน้องจูน ได้โพสต์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 12 ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นภาพถ่ายคู่กับมารดาแล้วแคปชั่นว่า Happy Mother’s day!!!!! และมีเพื่อนเข้าไปเขียนไว้อาลัยให้”จูน”ว่า ” ชั้นอ่านโพสนี้จากแกเป็นโพสสุดท้ายที่แกโพสสินะ ….. ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะที่ผ่านมา ขอบคุณที่เป็นเพื่อนกันมา18ปี กว่าๆ และขอโทษถ้าชั้นเคยทำไรให้แกไม่สบายใจ แบบไม่รู้หรือรู้ …. ขอให้อยู่ในภพภูมิที่ดี แกจะสวยงามเหมือนเคยในภาพความทรงจำของชั้น รักแกเสมอนะจูน”

ที่มา>>>ข่าวสด

ชาวเน็ตจวกยับสาวทำไม่เหมาะ-ถ่ายคลิปประจานสามีตัวเองอยู่กับหญิงอื่นในคอนโด

วันที่ 7 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในแอพลิเคชั่นไลน์ มีการแชร์ว่อนคลิปเหตุการณ์ที่ถูกระบุว่า หญิงสาวจับได้ว่าสามีแอบพาผู้หญิงมานอนที่บ้าน ซึ่งในคลิปเผยให้เห็นผู้ชายในชุดนอน ผมเผ้ายุ่งเหยิงเหมือนคนเพิ่งตื่นนอนโดยฝ่ายหญิงซึ่งเป็นคนถ่ายคลิป ตะคอกสามีให้เรียกผู้หญิงอีกคนออกมาจากห้องนอนโดยใช้ถ้อยคำดุดัน กระโชกโฮกฮาก  จากนั้นฝ่ายสามี ได้เรียกให้หญิงสาวออกมาจากห้อง ซึ่งหญิงสาวได้ใช้ผ้าห่มคลุมตัวเดินย่องออกมาจากห้องนอนและตรงไปที่ประตูของคอนโด ปรากฏว่าฝ่ายหญิงผู้ถ่ายคลิปเดินไปกระชากผ้าห่มจนหลุด ทำให้อีกฝ่ายเปลือยล่อนจ้อน ร้องไห้อ้อนวอนว่าอย่าทำร้าย ก่อนรีบวิ่งออกจากห้องไปทางเดินหน้าลิฟต์แต่ฝ่ายภรรยาเดินตามออกไปด่าด้วยถ้อยคำรุนแรง มีการดูถูกเหยียดหยาม ขณะที่ฝ่ายชายหญิงเสื้อผ้าและกระเป๋าโยนให้ผู้หญิงเปลือยคนนั้น  อย่างไรก็ตาม หลังคลิปนี้ถูกเผยแพร่ออกไปในโซเชียลมีเดีย เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะประเด็นที่ภรรยาด่าว่าหญิงสาวอย่างเดียว ทั้งที่จริงๆแล้วควรต้องตำหนิสามีตัวเองมากกว่า ขณะที่หลายคนแสดงความเห็นใจฝ่ายหญิงที่ถูกถ่ายคลิปประจานครั้งนี้

เปิดภาพวงจรปิดเห็นนาที 4 โจ๋ล็อก”นศ.สาว”เข้าโรงแรม แฉมอมยาเลิฟ-ปลุกเซ็กซ์

จากคดีสะเทือนใจ น.ส.เอ (นามสมมติ) นศ.สาววัย 19 ปี ถูกคนร้าย 4 คนรุมโทรมจนเสียชีวิตในโรงแรมแห่งหนึ่งย่านบางซื่อ กทม. โดยตำรวจสามาถจับกุมคนร้ายได้ทั้ง 4 คน คือ นายเขตตะวัน วิวัฒนานนท์ อายุ 21 ปี นายคณากร ทองเอม อายุ 19 ปี นายคงกระพัน สังข์มีน้อย อายุ 21 ปี และนายธวัชชัย บุบผามะตะนัง อายุ 28 ปี ซึ่งตำรวจพบว่าผู้ตายอาจโดนมอมยาแล้วถูกล่อลวงไปขืนใจจนเกิดหัวใจวายเสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมา ตามที่นำเสนอข่าวไปนั่น ความคืบหน้า เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 5 ส.ค. ที่สน.บางซื่อ มารดาและญาติของ น.ส.เอ เดินทางเข้าให้ปากคำเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวกับคดีดังกล่าว แต่ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์  เนื่องจากยังทำใจไม่ได้ ต่อมาเวลา 14.00 น. พล.ต.ต.เจริญ ศรีศศลักษณ์ ผบก.น.2 เดินทางมาที่ สน.บางซื่อ เพื่อสอบปากคำและตรวจสอบความเรียบร้อยของคดีดังกล่าว พร้อมเปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ส่งไปฝากขัก ที่ศาลอาญารัชดาเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่คัดค้านการประกันตัว ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุพบว่า ก่อนเกิดเหตุเวลาประมาณเที่ยงคืนวันที่ 2 ส.ค. ผู้ต้องหานัดผู้ตายไปดื่มกินที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง จนเวลาประมาณ 05.44 น. ผู้ต้องหาบางส่วนเดินทางออกมาเปิดโรงแรมในซอยพหลโยธิน11 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. เพื่อใช้ในการก่อเหตุ หลังจากนั้นได้กลับมารับผู้ตายไปที่โรงแรมดังกล่าว จากการสังเกตพบว่าผู้ตายอยู่ในอาการมึนเมา ไม่ได้สติ โดยผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ต้องช่วยกันพยุงเข้าไปในห้องเกิดเหตุ ซึ่งเป็นที่ชี้ชัดว่าผู้ตายถูกล่อลวงมาก่อเหตุ อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยผู้ตายนั้นเพิ่งรู้จักกับ 1 ในกลุ่มคนร้ายเมื่อประมาณวันที่ 1 ส.ค. ก่อนจะนัดมาเจอกัน และลงมือก่อเหตุ จนต่อมาเวลาประมาณ 15.00 น.วันที่ 3 ส.ค. หนึ่งในผู้ที่ก่อเหตุอ้างว่าเป็นแฟนผู้ตายได้แจ้งเจ้าหน้าที่มูลนิธิ ให้เข้าไปช่วยปั๊มหัวใจให้ผู้ตาย พร้อมกับบอกว่าผู้ตายนั้นตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ส่วนผู้ต้องอีก 3 คนไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไล่ตรวจสอบกล้องจนสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ทั้งหมด ในช่วงค่ำของวันที่ 3 ส.ค. วันเดียวกัน แต่ทั้งหมดยังในการปฏิเสธ จนมารับสารภาพในที่สุดในวันที่ 4 ส.ค. เพราะทั้งหมดจำนนต่อหลักฐาน พล.ต.ต.เจริญ กล่าวต่อว่า จากการสอบสวนทราบว่าการก่อเหตุทั้งหมด เป็นการวางแผนของผู้ต้องหาทั้งหมด ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ตาย ส่วนยาที่พบในปากของผู้ตายและการตรวจหาสารเสพติดในร่ายกายของผู้ต้องหานั้นต้องรอผลตรวจจากแพทย์ก่อนว่าเป็นสารอะไร ส่วนผู้ปกครองของผู้ตายนั้นติดใจแค่ว่า ผู้ตายนั้นไม่ได้เสียชีวิตด้วยตัวเอง หรือเป็นการเสียชีวิตผิดธรรมชาติ แค่ในส่วนของคดีความนั้นก็ให้เป็นไปตามกระบวนการ ทั้งนี้ อยากจะฝากไปยังผู้ปกครองและวัยรุ่นโดยเฉพาะผู้หญิง เนื่องจากในปัจจุบันการสื่อสารนั่นถือว่าเป็นเรื่องง่าย โดยเฉพาะในโลกโซเชียล ควรจะระวังคนแปลกหน้าที่เข้ามาพูดคุยด้วย

รายงานข่าวแจ้งว่า น.ส.เอ รู้จักกับนายคณากร ผ่านทางเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 1 ส.ค. จากนั้นติดต่อกันทางมือถือ เฟซบุ๊ก และไลน์ จนมาถึงวันเกิดเหตุนายคณากรนัดผู้ตายผ่านทางเฟซบุ๊กให้มาเจอกันที่ ปากซอยอินทามะระ 7 หลังจากนั้น นายคณากรพาผู้ตายไปซื้อของที่เซเว่น ปากซอยอินทามะระ 9 เมื่อซื้อเสร็จได้พาผู้ตายไปนั่งกินสุราที่ในซอยอินทามะระ 7 โดยมีนายธวัชชัยและนายเขตตะวัน  นั่งกินอยู่ก่อนแล้ว ส่วนนายนายคงกระพันนั้นตามมาที่หลัง ซึ่งสืบทราบภายหลังว่านายคงกระพันไปเปิดห้องพักในโรงแรมที่เกิดเหตุก่อนจะมานั่งกินร่วมกัน

จากนั้นเวลา 06.00 น. ภาพกล้องวงจรปิดจับภาพกลุ่มผู้ต้องหาใช้รถจักรยานยนต์ 2 คันขี่ไปที่โรงแรมที่เกิดเหตุ โดยมีนายธวัชชัยเป็นผู้ขับ ผู้ตายนั่งตรงกลางและมีนายคงกระพันนั่งซ้อนท้าย ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 คน ใช้รถจักรยานยนต์อีก 1 คัน ขับตามกันไป เมื่อถึงโรงแรมที่เกิดเหตุผู้ต้องหาทั้งหมด ช่วยกันนำร่างไม่ได้สติของผู้ตายเข้าไปภายในห้องที่เกิดเหตุ ต่อมาเวลา 07.30 น. พบว่าผู้ต้องหา 3 คนออกมาจากห้องก่อนเหลือเพียงนายคณากร กับผู้ตายอยู่ในห้องเพียง 2 คนเท่านั้น จากนั้นเวลา 15.00 น. นายคณากรได้ปลุกผู้ตาย แต่ผู้ตายไม่ตื่น และพบว่าร่างกายของผู้ตายนั้นเริ่มแข็งตัวแล้ว จึงแจ้งมูลนิธิเข้าช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบปัสสาวะพบสารเสพติดประเภทกัญชาในร่างกายของผู้ต้องหาทั้ง 4 คนด้วย

รายงานข่าวยังพบว่า สารที่อยู่ในปากผู้ตายนั้นเป็นยาปลุกเซ็กส์ ประเภทยาเลิฟ ที่ช่วยให้เกิดอารมณ์ทางเพศ ซึ่งคาดว่าน่าจะได้รับเข้าสู่ร่างกายของผู้ตายมากกว่า 1 เม็ด

นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานคณะทำงานสร้างเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลภาคประชาชน (สยส.) กล่าวว่า ยาเลิฟที่กล่าวมานั้น หากหมายถึงยากลุ่มอัลปราโซแลม ควรจะเรียกว่ายาข่มขืนมากกว่า เนื่องจากยาอัลปราโซแลม เป็นยาที่มีผลต่อจิตประสาท ทำให้คุมสติไม่อยู่ หมดสติ ไม่รู้สึกตัวเลย ซึ่งที่ผ่านมาจะมีการใช้ยากลุ่มนี้ในการหลอกลวงหญิงสาว เพื่อไปข่มขืน โดยมากจะผสมกับน้ำ เนื่องจากไม่มีกลิ่น ไม่มีสี ทำให้สังเกตยาก แต่ปัจจุบันมีการเติมสีเข้าไป เพื่อให้เมื่อละลายน้ำจะสังเกตได้ง่ายขึ้น แต่จนแล้วจนรอดก็ยังมีเหยื่อที่ถูกล่อลวงเช่นนี้อยู่

นพ.พิสนธิ์ กล่าวอีกว่า ตนไม่ทราบว่า ยาที่พบในกรณีของหญิงสาวที่ถูกรุมโทรมนั้น เกิดจากยาชนิดใด แต่หากเป็นยาอัลปราโซแลม ยาตัวนี้จัดเป็นยาที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)ควบคุมอยู่ โดยได้ยกระดับเป็นยาวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ต้องอยู่ในการควบคุม โดยไม่อนุญาตให้จำหน่ายได้ในร้านขายยา ส่วนใหญ่ใช้ในโรงพยาบาล แต่ก็จำกัดการใช้ เนื่องจากยานี้ใช้มากๆทำให้เกิดการติด เหมือนยาเสพติดได้ ส่วนใหญ่จะใช้รักษาอาการคลายเครียด นอนไม่หลับ เป็นต้น แม้จะเป็นยาที่ถูกควบคุม แต่ปัจจุบันก็ยังมีการลักลอบจำหน่าย และพบเห็นอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจริงๆ แล้วยาเหล่านี้หากใช้ถูกวิถีก็รักษาบำบัดโรคได้ แต่กลับถูกนำมาใช้ผิดวิธี กลายเป็นปัญหาอย่างที่พบเห็นในปัจจุบัน

ที่มา>>>ข่าวสด

“พจน์ อานนท์”แฉแหลก ดารา”โตส”บอกโดนด่าพ่อแม่ด่าถึงโคตร แต่ยืนยันไม่ได้ทำร้ายแฟนเก่า

จากกรณีน.ส.วิศัลย์ศยา หรือฟ้า ภคศุภกุล อายุ 23 ปี อาชีพนางแบบนิตยสาร FHMหอบร่างฟกช้ำ เดินทางเข้าแจ้งความต่อพ.ต.ท.ประทวน แมลงทับ สว.(สอบสวน) สน.โชคชัย ว่าได้ถูกนายอัครัช หรือโตส จิตตะศิริ อายุ 21 ปี ดารานักแสดงสังกัด พจน์ อานนท์ ซึ่งเป็นอดีตแฟนหนุ่ม ทำร้ายร่างกายภายในบ้านพักเลขที่ 115/4 ซ.โชคชัย 4 แยก 14 ถ.โชคชัย 4 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา เมื่อเช้าวันที่ 21 ก.ค. พจน์ อานนท์ หรือพชน์ อภิรุจ เปิดเผยในรายการ บันเทิง 108ทาง ช่อง 8 ที่ตนเองเป็นพิธีกรคู่กับเอิ๊ก-พรหมพร ยูวะเวส ถึงเรื่องนี้ ว่า “พอมีข่าวก็โทรไปคุยไลน์กับเด็กว่ายังไง เด็กเล่าว่าเขามาด่าพ่อแม่ผม ด่าโคตรผม เขามาบอกผมว่าให้เลิกคุยกับผู้หญิงคนใหม่ โต้สคบหาผู้หญิงคนที่มีเรื่องอยู่ แล้วผมบอกให้หยุดคบ เลิกคบ ไม่งั้นเธอจะไม่มีงาน เพราะทำงานตรงนี้ไม่อยากให้มีปัญหาเรื่องผู้หญิง เราก็บอกว่าให้เลิกคบ ก็นึกว่าเลิกคบกันไปแล้ว ผมบอกนานมาก ประมาณ 3 เดือนมาแล้วมั้ง เราก็นึกว่าเลิกคบไปแล้ว เราไม่อยากยุ่งเพราะมันไม่ใช่เรื่องของเรา แต่พอเขาบอกว่าเด็กสังกัดพจน์ อานนท์ เราก็ถามเด็กก่อน แล้วเราก็ด่าเด็กว่าอยากไปยุ่งกับเขาเอง เธอไปยุ่งกับเขาเธอก็รับกรรมไปแล้วกัน แต่มันบอกว่ามันไม่ได้ทำอย่างที่เป็นข่าว”  “กับเรื่องที่ถูกแฉว่าทำถูกทำร้ายร่างกายพจน์บอกว่า ถ้าผู้ชายมันทำจริงทำไมหน้าไม่ปูดไม่เบี้ยว แต่งให้ดูได้แผลแบบนี้ เอาสีเขียวมาทาๆ แล้วถ่ายรูป เขาบอกว่าโต้สชกหน้า เอาเท้าไปลูบหน้า คิดดูแรงผู้ชายกับแรงผู้หญิงถ้าชกขึ้นมาจริงๆ หน้าจะปูดไหม เราก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์” พจน์กล่าว  เอิ๊กถามว่า ถ้าไม่ได้ทำจริงจะลุกมาแฉทำไม พจน์เผยว่า “ก็โต้สจะเลิกกับผู้หญิงคนนี้แล้วดันไปคุยกับผู้หญิงอีกคนอยู่ แล้วคนนี้ก็รู้ แต่เราสั่งให้เลิกแล้ว มันก็เลิกไปนานแล้ว เราก็ถามโต้สว่าเธอไปทำร้ายเขาหรือเปล่า โต้สบอกว่าไม่ได้ทำ เขาตีผม แล้วผมจับมือเอาไว้ แล้วเขาไปแจ้งความว่าโต้สทำร้าย โต้สก็จะไปแจ้งความกลับว่าโดนใส่ร้าย”  “ถ้าเขาทำจริงหน้าผู้หญิงไม่เรียบอย่างนี้หรอก ตาฟกช้ำเขียวปูดไปแล้ว เราไม่ได้เข้าข้าง พูดตามหลักความจริง ใครจะเชื่อก็เชื่อ ไม่เชื่อก็ไม่เชื่อ คือมีคนมาพูดทำไมเด็กพี่ไปทำ เราก็ไปถามเด็กมาก็เป็นอย่างนี้ ไม่เชื่ออีก หาว่าเราเข้าข้างเด็กอีก ก็ช่างเหอะ อีกอย่างเวลาเขาไปทำอะไรกัน ไม่เห็นเรียกเราไปนั่งดู แล้วทุกคนที่ออกมาด่าโต้ส ทุกคนเห็นเหรอ ไม่เห็นแล้วด่าทำไม เราไม่พูดดีกว่า ก็เห็นเขาแจ้งความเดี๋ยวตำรวจก็เรียกไปคุยเอง แล้วเห็นว่าติดต่อทนายความแล้วเดี๋ยวแจ้งความกลับ เพราะถ้าเราไม่ทำแล้วเราเสียหาย แล้วมาบอกว่าเด็กในสังกัดพจน์ อานนท์ อีกนะ เราดูได้แต่งานเราไม่ได้ดูชีวิตส่วนตัวเขา”

ที่มา>>>ข่าวสด